น้ำท่วม….อีกวิกฤติสร้างโอกาส

มาตรฐาน

เรามีความคิดอยู่ความคิดนึงนะ คิดว่าอยากให้ใครหลายๆคนช่วยกันก่อ ให้เห็นเป็นรูปธรรม

เราไม่รู้หรอกว่าตอนนี้ผู้คนต้องการอะไรมากแค่ไหน แต่เรารู้ว่าน้ำท่วมเป็นภาวะวิกฤติสำหรับใครหลายๆคน

เป็นช่วงที่เรารู้สึกว่า โลกต้องการอิสลามอย่าเงต็มรูปแบบจริงๆ ฉันอยากให้มุสลิมทุกคนตื่นตัวลุกขึ้น แล้วเดินเข้าหาพี่น้องของเรา ทุกๆที่ ที่พวกเราสามารถช่วยเขาได้ ฉันกำลังข่มก้อนน้ำตาให้มันลดระดับที่ไม่ต้องการให้ใครต่อใครเห็น ว่าลึกๆแล้วรู้สึกเช่นไรต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ภาพข่าวหลายช่องถูกฉายให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถ่ายทอดมุมมองเล็กใหญ่ แตกต่างความเดือดร้อน ฉันรู้สึกว่า ภาวะจิตใจ ความคิด ของผู้ประสบภัยเป็นสิ่งที่ต้องรีบรุดไปให้ความสนใจ เอาใจใส่  เป็นกำลังใจ โดยเฉพาะพี่น้องของเราเอง ทุกคนคงมีความรู้สึก ท้อ เศร้า เครียด อย่างน้อยก็ไม่สนุกนักที่จะต้องย้ายออกจากบ้าน

คุณคิดเหมือนเราไหม  รีบเข้าไปหาพวกเขา พี่น้องของเรา ให้เค้ารู้ว่า “คุณยังมีพวกเราน่ะ” มุสลิมไม่ได้ทิ้งกันไปไหน ไม่ได้นั่งมองบททดสอบผ่านหน้าจอโทรทัศน์แล้วปล่อยให้คุณเผชิญอะไรๆอย่างเดียวดาย  นี่คือโอกาสที่ไม่ไกลเกินสามารถ (อินชาอัลลอฮ) ฉันว่าเราน่าจะทำอะไรได้บ้าง อย่างน้อยก็ทำให้เค้ารู้ว่าเราไม่ได้ทิ้งกัน…

ตัดมาที่ทีวีช่องนกตามรูปภาพที่เห็น^^ (TPBS) ฉันเห็นมุสลิมะฮคนนั้นกำลังช่วยเค้าทำงาน คนนั้นด้วย  เราไม่ได้เป็นพรรคการเมืองกลุ่มไหนที่เรียกร้องเสียงหรือทำหวังคะแนนจากประชาชน

แต่กำลังเรียกร้องให้พวกเราแสดงให้โลกเห็นว่า ถึงเวลาที่โลกต้องการอิสลามจริงๆ  ถึงเวลาที่เราต้องแสดงอิสลามที่แท้จริงให้โลกเห็น …นี่แหละโอกาสที่อยู่ในวิกฤติ

ประวัติศาสตร์เคยจารึกถึงแบบอย่างเหล่าบรรพชนไว้เช่นไร คงถึงเวลาที่เราจะปรับทัศนคติให้คนอื่นเห็นถึงมิตรไมตรีของอิสลามเสียทีฟ

อย่าให้บททดสอบแล้วบททดสอบเล่า ผ่านไปโดยที่คุณไม่ได้อะไรเลย แค่คุณนิ่งเฉย ก็เท่ากับคุณเสียโอกาสเอาความดีเข้ากระเป๋าไปแบบเต็มๆ

แค่คนละคลิ้กสองคลิ้ก ส่งต่อความช่วยเหลือแล้วลงมือทำ ปลดปล่อยอิสลามในตัวคุณให้โลกเห็นอย่างชัดเจน แล้วคุณจะรู้ว่าพลังของมุสลิมยิ่งใหญ่เพียงไหน…

Advertisements

ชีวิตสาธารณะ…ด้วยจิตคารวะ

มาตรฐาน

คำว่าสาธารณะ หมายถึง ทั่วไป , ร่วมกัน อย่างเช่น ห้องน้ำสาธารณะ ก็คือห้องน้ำที่คนทั่วไปสามารถใช้ได้ร่วมกันทำนองนั้น

ส่วน ชีวิตสาธารณะที่พูดถึงในที่นี้ สืบเนื่องจาก ตัวเองได้มีโอกาสใช้ชีวิตสาธาณะ (ไม่ใช่ชีวิตที่ทุกคนมีส่วนร่วมแต่ใช้ชีวิตร่วมกันกับผู้อื่น)       อยู่อาทิตย์กว่าๆ ได้ ยืนรอรถประจำทางใกล้ห้างสรรพสินค้า ได้เห็นผู้คนหลากหลายแบบผ่านมาแล้วก็ผ่านไป (เพราะรถเมล์ที่รอกว่าจะมาช้ามากT-T)

ด้วยจิตคารวะ.. ที่ใช้คำนี้ต่อท้าย เพราะเรื่องราวต่อไป ประมวลผ่านระบบความคิดเห็นของเจ้าของบล็อกเองเพียงผู้เดียวผู้อื่นอาจเห็นตามและเห็นต่างบ้าง ก็ด้วยจิตที่เคารพความเห็นของผู้อื่นเช่นกัน

วันนี้นั่งเรียนอยู่ในห้องแอร์เย็นฉ่ำ อากาศเป็นใจพาลจะหลับเอา ตัวเองเลยต้องสอดส่ายตาไปเรื่อยๆกันหลับ พลันตาก็ไปเห็นนาฬิกาของอาจารย์

โอ๊ะสวยจัง เป็นนาฬิกาสีดำมีลายเล็กๆที่สายนาฬิกา หน้าปัดแบนๆ อืมชอบๆน่ารักดี ก็เหมาะกับอาจารย์ดี อ่ออืมใช้swatch

วันต่อมา ตาเราก็มองการแต่งตัวของอาจารย์แกทุกวันแบบอัติโนมัติด้วยความที่แกอยู่หน้าห้องทุกวันเอ๊ะๆวันนี้ใส่นาฬิกาสีขาว ยี่ห้อเดิม อืมแอบคิดในใจเปأ็นพรีเซนเตอร์ยี่ห้อนี่หรือไง^^

พอเรียนเสร็จก็ต้องย้ายตัวเองไปยืนเบียดเสียดที่ป้ายรถเมล์ฝั่งตรงข้ามห้างฯ อากาศไม่พิศมัย มลภาวะวัยรุ่น+คนทำงานที่พ่นภาษาตรงข้ามกับการแต่งตัวทำให้หลายๆครั้งตัวเองก็ต้องทำเสียมารยาท อยากหันไปเฉยชมหน้าตาผู้กล่าววาจาพาหมดสวยหลายๆครั้ง

ทั้งหญิงไม่แท้ และผู้ชายแบบพยายามก็มากมาย หลายๆครั้งที่ยืนรอรถ ใจก็กล่าวอัลฮัมดุลิ้ลลา และอัซตัคฟิรุ้ลลอฮในทุกครั้งๆ กับสถานะการณ์อ่อนเพลียละเหี่ยใจแต่ละวันที่เจอ และหวังลึกๆว่าจะไม่มีมุสลิมเข้าไปอยู่ในประเภทนั้น

หลายวันก่อนได้นั่งแท๊กซี่เจอกับคนขับมุสลิมท่านหนึ่ง แกเป็นคนอายุราวๆ40-50น่าจะได้ แกเล่าว่า รับผู้โดยสารผู้หญิงมาตอนกลางคืน ราวๆ3-4ทุ่ม ท่าทางเมาได้ที่ แต่ไม่ได้สนใจอะไรมากมาย มาตกใจตอนได้ยินคุยโทรศัพท์กับเพื่อน ว่า “ไอ้ละฮกูกลับบ้านก่อน” ลุงแกนี่แทบสะดุ้งไอ้นิเป็นมุสลิมซะงั้น… และบทสนทนาระหว่างฉันกับลุงแกก็พับไปคุยเรื่องอื่น

กลับมาที่ป้ายรถเมล์เดิมที่ยืนรอรถแทบทุกวัน ฉันชอบมองสภาพของผู้คนนะ บางทีมันก็สะท้อนให้เห็นว่าสังคมตอนนี้เป็นยังไงไปถึงไหน มองการแต่งตัว คุณนึกออกไหมยิ่งอยู่ใกล้ห้างฯเทรนด์การแต่งตัวของคนก็จะยิ่งออกแนวใส่มาเต็มที่ ไล่ไปตั่งแต่ทรงผมยันรองเท้าทุกกระเบียดนิ้ว รวมอุปกรณ์อิเล็คทรอนิคอีกอย่างนึงที่เรียกได้ว่าเกือบจะเป็นอวัยวะนึงของร่างกายที่หนีไม่พ้นโทรศัพท์มือถือ ที่เหมือนคนไทย(วัยรุ่น-ทำงาน)ช่วงนี้จะไม่รู้จักยี่ห้ออื่นนอกจากไอโฟนและแบล็คเบอรรี่

บางทีมันก็รู้สึกเอง แบบไอ้คนข้างๆชอบส่งความรู้สึกมาให้ว่า เวลาฉันหยิบไอโฟนหรือบีบีมาแล้ว ชั้นไฮโซอ่ะ ทำไม มีปัญหาป่ะ ทำนองนั้น

เหตุการณ์หลายๆวันถูกย้อนกลับเหมือนกับอัดวิดีโอไว้ ความคิดของฉันเองก็ไม่เคยถูกคุมขัง มันกำลังคิดไปเรื่อยๆ แล้วมันก็ปิ๊ง!

อ๋อ ฮิกมะฮของชะรีอะฮฺอิสลามเป็นเช่นนี้นี่เอง ทำไมอัลลอฮต้องประทานฮิญาบ ทำไมมุสลิมะฮควรใช้ชีวิตในบ้านให้เยอะ หลายๆคำถามในใจเริ่มถูกคลี่คลาย มันเป็นความเข้าใจแบบรู้สึกเข้าถึงฮิกมะฮของคำสั่งใช้ ยิ่งทำให้หลายๆอย่างภูิมิใจ ที่ได้อยู่ภายใต้การปกป้องของอิสลาม

แค่ลองคิดคร่าวๆ เมื่อออกไปใช้ชีวิตสาธารณะ ผู้คนมีแต่จะประกวดประชันกันทั้งในการแต่งตัว ไม่มีใครอยากด้อยกว่าใคร

1.เราจึงพยายามไม่แตกต่าง อยากเหมือนๆสังคมเขาทำกันทั้งการแต่งตัว การกินอยู่ เหมือนที่หะดีษบอกว่า ถ้าเค้าลงรูแย้ เราก็จะหลับหูหลับตาตามเค้าไป สักพักก็กลายเป็นว่าเราไม่ต่าง เราแทบจะไม่มีจุดยืนไม่มีสัญลักษณ์ของอิสลามพาดผ่านร่างกายเลย (นะอูซุบิลลาฮิมินซาลิก)

2. เมื่อต้องอยู่ในสังคมเช่น การทำงานหรือการเรียน เดี้ยวนี้คนเราหันมาใช้แบรนด์มากขึ้น ไม่ได้ปฏิเสธการใช้ของแบรนด์เนมแต่ควรใช้อย่างมีสติ

รู้ว่าอะไรคือความจำเป็น ความพอดีกับอัตราการใช้จ่ายของตัวเอง ไม่งั้นส่วนใหญ่ก็จะเข้าข่ายมุบัซซิรีน คนฟุ่มเฟือยอีก

3.แน่นอนการริยาอฺจะแพร่หลายๆ คนจะโอ้อวดโดยไม่รู็สึกตัว ซึ่งริยาอฺนี่ถือเป็นวาระแห่งประชาชาติที่ควรใส่ใจเพราะเป็นชิรกประเภทหนึ่งเลยทีเดียว

4.เวลาผู้หญิงรวมตัว มักเป้นที่รู้กันว่าจะต้องเม้าท์โน่นนี่นั่น พาลเกิดนินทาว่าร้าย แพร่ข่าวที่อาจจะจริงหรือไม่จริงแบบปากต่อปาก

จากป้ายรถเมล์เดินเข้าบ้าน ได้ยินเสียงนึงผ่านเข้าหู 18.00 ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย ……………..

อ้าว หกโมงเย็น เคารพธงชาติ แป่ว ^^ผู้ชายข้างหน้าโค้งครึ่งตัว ผู้ชายอีกคนคำนับน้อยๆ  อีกคนก็แค่ยืนนิ่งๆเฉยๆ

ภาพเหตุการณ์ตรงหน้า อยากจะทำตามแทบทั้งหมด อยากโค้งงามๆให้กฏหมายของอัลลอฮ  คำนับน้อยๆให้คนหลายๆคนที่พยายามยืนหยัด และยืนเฉยๆไว้อาลัยให้เหตุการณ์ตลอดวันที่พบเจอ

เหมือนเราต้องยอมรับความจริงข้อนึงที่ว่า เรารับอิสลามมา100แต่เราใช้แบบครึ่งๆกลางๆ สะดวกใช้สะดวกทำก็ทำ ยังไม่พร้อมก็รอก่อน ภาพลักษณ์และจุดยืนของเราเลยยังไม่ชัดเจน ยังมีหลายๆคำถามที่เรียกได้ว่าถูกยิงเข้าใส่คนคลุมผมว่าอ้าวแล้วคนที่ทำงานหรือเพื่อนก็เป็นมุสลิมนะทำไมเขาไม่คลุมผมละ ทำไมเขาก็กินอาหารตามร้านได้หมดขอแค่ไม่ใช่หมู ทำไม ทำไมและอีกหลายๆทำไมที่ทำให้คนภายนอกสงสัย

ไม่มีทางแก้อะไรจะดีกว่า ลากเก้าอี้มานั่งศึกษาเข้าใจศาสนาอย่างจริงจัง รู้ว่าทำแล้วได้อะไรไม่ได้อะไร เมื่อใช้ชีวิตแบบอิสลามแล้วจะได้สบายใจโล่งใจ ภูมิใจ  ศึกษาให้เข้าใจไม่ใช่แบบทำๆตามๆไป แล้วก็ชัดเจนยืนหยัด เป็นเรื่องที่หลายๆคนพูดว่ายาก (อย่าปฏิเสธว่าไม่จริง) แต่ก็ต้องทำ

ย้ำว่าต้องทำมิใช่ควรจะทำ…สารภาพว่าไม่ได้จะจบเรื่องราวที่เขียนแบบนี้ แต่เอาเถอะ..ยินดีแลกเปลี่ยนมุมมอง^^(ด้วยจิตคารวะ)

 

……… الله معنا……..

มาตรฐาน

 

ทุกครั้งที่เธอ คิดจะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่ออัลลอฮ

ขอให้เธอมีกำลังใจ และหนักแน่ แม้หนทางนี้จะไม่ราบรื่น แต่เธอจะไม่เดียวดายอย่างแน่นอน

เมื่อมอบทุกความเป็นไป ให้พระองค์ดูแล ก็ไม่มีอะไรอีกแล้วที่ต้องกลัว ไม่มีอีกแล้ว ไม่มีจริงๆ

……… الله معنا……..

 

จดหมายถึงคุณ… ขี้น้อยใจ

มาตรฐาน

ฉันกำลังเดินอยู่…. คิดว่าจะก้าวไปทางนี้นะ

บางเสียงตะโกนห้าม

บางสายตา มองดูด้วยความขัดอกขัดใจ

บางแขนกำลังแตะไหล่ฉันเบาๆ

ฉันไม่เข้าใจ …ไม่ได้เรียกร้องให้ภาคภูมิใจกับบางอย่างที่ฉันอยากลอง อยากสัมผัส อยากเดิน

บางครั้ง ฉันก็อยากถอยออกมาหลายๆก้าว มาอยู่ในมุมที่ใครๆไม่ต้องพยายามสื่อสารกับฉัน เพียงเพราะบางคนไม่เข้าใจ ไม่พยายามเข้าใจ

หลายๆครั้งที่พยายามทำในสิ่งที่คนอยากให้ทำ เพราะนั่นอาจเป็นการลบด้านความดื้อส่วนตัวไปบ้าง แต่มันก็เหมือนจะน้อยไป

คนเรา จะไม่ให้ไม่รู้อะไรบ้างเลยหรือ อย่างน้อยฉันก็รู้สึก ที่ไม่พยายามต่อปากต่อคำ ไม่อยากแสดงความคิดเห็น อย่างนี้เค้าเรียกน้อยใจไหม

ถ้าใช่…ฉันหวังไม่อยากให้มาเยือนใจดวงนี้บ่อย…

เธอ..กับ…ฉัน

มาตรฐาน

 

เคยเขียนเรื่องของเธอไปนานแล้ว แต่ก็มีบางความรู้สึกที่อยากกล่าวถึงเธอ ณ ที่นี้อีกครั้ง ด้วยความคิดถึงเป็นอย่างยิ่ง

ฉันกลับไปเมืองฝุ่นอีกครั้ง ด้วยสถานภาพใหม่ ที่หลายๆคนเรียกว่า”นักศึกษา” คนบางคนอาจเรียกกล่าวในนาม ตอลิบะฮ

หากแต่ฉันกลับอยากถูกเรียกว่าเป็น ตอลิบุ้ลอิลมฺ เสียมากกว่า ด้วยคำที่แสดงเจตจำนงอย่างเปิดเผย อาจช่วยเรียกคืนสติ เวลาที่ฉันเผลอไผลไปกับอะไรแปลกหูแปลกตาที่ไม่เคยได้พบเจอในประเทศนี้

ฉันก้าวย่างเข้ามหาวิทยาลัยแห่งนี้ด้วยเพราะความปรารถนาเพียงไม่กี่ข้อในใจ ส่วนความจำเป็นที่จะต้องกล่าวถึงเหตุผลพวกนั้นไหม ฉันอาจยกไว้กล่าวในคราวต่อๆไปเสียจะดีกว่า

ฉันเจอคนแบบเธอเพิ่มขึ้นอีกคนหนึ่ง …ไม่สิ สองคนต่างหาก

อัลฮัมดุลิ้ลลา ไม่คิดเช่นนั้นว่าพระองค์จะเมตตาบ่าวผู้นี้มากมายนัก(เนื่องด้วยฉันเองก็ปฏิบัติหน้าที่อย่างไม่ครบถ้วนเท่าไหร่) แค่เพียงทุกๆวันที่ฉันสามารถตื่นขึ้นมามองรูมเมทข้างๆกายได้ ได้อาบน้ำแต่งตัวด้วยตัวเอง ทานอาหารเช้า และเดินออกไปขึ้นรถเมล์ที่อยากใช้สรรพนามอื่นมากกว่ารถโดยสาร ที่ชื่อของมันอาจแปรสภาพได้ตามกำหนดเวลาของ

มหานครไคโรอันคลาคล่ำไปด้วยการจราจรที่แย่ๆพอกับเมืองหลวงในทุกๆประเทศ และการถึงมหาวิทยาลัยโดยสวัสดิภาพ

ก็นับเป็นความเมตตามากมายที่คณานับไม่ถ้วนตามที่พระองค์ได้ตรัสสมจริงแล้ว  ฉันอยากแนะนำเธอให้รู้จักกับ น้องสาวของฉันคนหนึ่ง ตามจริงเธอเรียนห้องเดียวกับฉัน อาจเรียกเธอว่าเพื่อนก็ได้แต่เธออายุน้อยกว่าฉันปีหรือสองปี แต่ด้วยบุคลิกของหล่อนอาจจะกลายเป็นพี่สาวฉันด้วยซ้ำ ^^

ฉันแอบประทับใจนิสัยใจคอของเพื่อนคนนี้อยู่บ่อยครั้ง ความใจกว้างของหล่อนถ้าเทียบกับแม่น้ำไทรกิส ยูเฟติส รวมกันอาจจะเทียบไม่ได้ด้วยซ้ำ ด้วยความที่เป็นเจ้าของภาษาบวกกับมิตรไมตรีที่หยิบยื่นให้ เล่นเอาคนไทยแต่กำเนิดอับอายเลยทีเดียว ขอใช้สรรพนามแทนเพื่อนคนนี้ด้วยหล่อนคงดีกว่า (กันเธอและผู้อ่านสับสน)

ฉันเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งในคำว่ามุสลิมคือพี่น้องกัน ด้วยเจ้าหล่อนช่วยตอกย้ำนี่แหละ

วันนึงที่ดร.กำลังอธิบายไวยกรณ์อย่างห้าวโหดบนสแตน ฉันแอบส่งสายตาไม่ค่อยเข้าใจเจือนๆปนสงสารตัวเองอยู่ไม่น้อยไปให้หล่อน ไม่นานหลังจากจบคาบ sheเดิมเหยียบโต๊ะโน้นข้ามโต๊ะนี้อย่างไม่แคร์สื่อมายังจุดที่ฉันนั่งอย่างทันท่วงที แล้วเริ่มอธิบายเป็นฉากๆ แต่ประทานโทษ ธรรมดาวิชาไวยกรณ์ที่ซับไทยข้าพเจ้ายังต้องทำความเข้าใจอยู่สักพัก นี่ดันเป็นซาวด์แทรก แปลไทยโดยตัวเอง ไม่มีกองเซ็นเซอร์อีกต่างหาก ตบท้ายความชำนาญแบบอาหรับด้วยคำพูดที่ว่า”ไหนอธิบายที่ฉันบอกให้ฟังหน่อย” นั่นละ โอ้โหเกิดมาไม่เคยทำ อธิบายไวยกรณ์เป็นภาษาอาหรับ เอาวะ เจ้าหล่อนชอบทำโหดซะด้วย ไม่รู้เป็นสายเลือดของอาหรับหรือเปล่า เวลาจริงจังชอบทำดุ แต่เรารู้หรอกว่าทำขึงขันไปอย่างนั้น

และแล้วหล่อนกับฉันก็เจอกันในทุกๆวันในห้องเรียน เรื่องราวของเจ้าหล่อนยังมีอีกมาก   และก็คงมีต่อๆไปให้เล่าได้อีก อินชาอัลลอฮหากฉันได้กลับไปพบกันอีกครั้ง

คนที่สองที่ทำให้ฉันต้องขอบคุณพระองค์ทุกๆครั้ง เนื่องจากเธอนับเป็นคนที่ช่วยเหลือฉันในด้านความคิด ความรู้สึก และกำลังใจ มาโดยตลอด ฉันมีความรู้สึกว่าลมหายใจของฉัน

”มีค่า มีความหมาย”    ณ ที่พระองค์ …เมื่อได้คลุกคลีกับเธอผู้นี้

นั่นเพราะ เราเริ่มก่อมิตรภาพ ด้วยมีอิสลามเป็นรากฐาน เราจะไม่บาดหมาง ไม่ขุ่นเคือง ไม่ดูถูกเหยียดหยามกันและกัน

เพราะอิสลามสอนเราว่า “พวกเจ้าจงเป็นบ่าวของอัลลอฮอย่างพี่น้องกัน”

คราใดที่ความปรารถนาดีของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดถูกนำเสนอให้แก่กัน นั่นเพราะความรู้สึกที่บริสุทธิ์จากจิตใจนั้นจริงๆ ไม่ได้เคลือบแคลงหรือแอบแฝงมีดร้ายไว้ข้างหลังคราใดที่ข้อชี้แนะ หรือคำตักเตือนถูกเอ่ยออกมาให้กัน นั่นก็เป็นไปด้วยเพราะความหวังดีและอิสลามแทบทั้งสิ้น

ทุกถ้อยคำและการกระทำระหว่างกัน เกิดด้วยหลักฐานและแบบฉบับจากอัลกุรอานและซุนนะเป็นทางนำเสียเป็นส่วนใหญ่

เคยบอกเธอไหม……ฉันปรารถนามิตรภาพเช่นนี้อยู่เนิ่นนา ไม่ได้หมายความว่าเธอประเสริฐกว่าผู้ใด

หากแต่เธอน้อมรับอิสลามไว้ในหัวใจ และนำออกมาในแบบของเธอ

เราต่างเคยบอก รัก แก่กัน นั่นเพราะนบีของเรากล่าวไว้ว่า”หากท่านรักพี่น้องของท่าน ก็จงบอกแก่เขาว่าท่านรักเขา”

ฉันพยายามให้มิตรภาพระหว่างกันเกิดขึ้นบนพื้นฐานของอิสลามทั้งหมด เนื่องเพราะเกรงว่าหากเอาอารมณ์ พึงใจ ต่อลักษณะนิสัยและตัวตนที่เห็น อาจนำความผิดหวังและเสียใจให้กับตัวเองได้ ทุกความรู้สึก ทุกความเป็นไป ดีที่สุดแล้วหากได้ฝากได้มอบหมายต่อพระองค์

เคยบอกเธอไหม ฉันรักเธอเนื่องด้วยเพราะอิสลาม……..

 

(เคยลองมองคนข้างๆกายไหมคะ มองให้ลึกซึ้ง ใช้อิสลามมองให้เต็มสองตา และรู้สึกผ่านทุกขั้วหัวใจ และให้อิสลามแปรเปลี่ยนการกระทำของทั้งเขาและคุณ ไม่แน่นะ คนในจินตนาการอาจอยู่ไม่ไกล^^)

 

 

 

 

 

 

 

ขอให้ขาดไม่ได้

มาตรฐาน

เคยสังเกตตัวเองกันไหมคะ  แบบที่ความคิดตกผลึกและเข้าใจตัวเองกลายๆว่า เอ่อ ฉันเป็นอย่างนี้นี่เอง

ถ้าให้มองตัวเอง จากความคิดของตัวเอง (ที่ไม่รู้เข้าข้างตัวเองป่าวนะ) ก็คิดว่า เป็นคนไม่ชอบกระแสอยู่นิดๆ หรือไม่ชอบเหมือนคนอื่นหน่อยๆไม่ได้ขวางโลกนะ เช่นถ้านั่งกินไอติมกัน คนส่วนใหญ่ชอบสั่งช็อกโกแลต แต่ตัวเองจะเบนไปหาไอติมรสเปรี้ยวแทน แล้วก็จะเป็นอะไรประมาณนี้ จนบางทีก็ทำให้ชอบสไตล์นั้นไปโดยปริยาย

แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะทำตัวแบบนี้เสมอไป  บางทีอะไรที่เค้าทำเค้าใช้กัน ก็เข้ามาอยู่ในหัวสมอง พลอยให้อารมณ์อยากทำอยากมีบ้าง แต่ก็ชอบมีความคิดมาค้านๆกันเองอยู่ในใจตลอด บางทีอารมณ์อยากได้iphonจี๊ดขึ้นมาเชีย

สักพักคลื่นอารมณ์ก็สงบได้ด้วยตัวของมันเอง  เป็นแบบนี้อยู่บ่อยเชียว พักหลังๆ เริ่มจะกลับไปสู่โหมดเดิม

ไม่อยากมีเทคโนโลยีเยอะ ….กลัว !…. กลัวขาดไม่ได้……กลัวติด…. เพราะเป็นคนค่อนข้างจะเข้าใจตัวเองในระดับหนึ่ง เลยพยายามกั้นในด้านที่รู้ว่าถ้าถลำเข้าไปนี่ไม่รอดแน่(ฮ่าเวอร์ไป)

แค่บางช่วงติดเนตมากๆแบบไม่มีอะไรทำก็เดินมาเปิดคอมแล้วทั้งๆที่ยังไม่รู้เลยว่าจะทำอะไร แต่ต้องเปิด มันเลยออกแนวเซ็งๆ กลัวว่าถ้ามีเทคโนโลยีติดตัวมากกว่านี้ จะเป็นอะไรที่ ขาดไม่ได้ ต้องพึ่งพามันตลอด

ใจเลยคิดขึ้นมาเองว่า ถ้าตัดไฟแต่ต้นลมไม่พาเจ้าเทคโนโลยีใหม่ๆของชีวิตเข้ามาพำนักในใจ คงจะดีกว่าที่จะมาต่อสู้กับมัน ต้องมานั่งจัดสรรเวลาให้มันอีก  ชัยฏอนเก่งเนอะ (แต่สู้เราไม่ได้หรอกเรารู้ทัน55)

เปลี่ยนจากสิ่งพวกนั้นให้เรามีความรู้สึกที่ว่า อัลกุรอานกับซุนนะห์ ต้องเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ดีไหม

จุดที่เราอยู่ไม่ได้ต้องการปฏิเสธเทคโนโลยีใหม่ หันหลังให้ยุคโลกาภิวัตถ์  แต่เราต้องการเรียงลำดับความสำคัญให้ถูกต้องก่อน เมื่อมั่นคงอยู่ในใจ เราก็จะมีหลักคอยเหนี่ยวตัวเองด้วย จริงมั้ย…

เมื่อความตาย…เคาะประตู

มาตรฐาน

แด่…ผู้ยังคงอยู่  ผู้วิ่งเข้าหาความตาย และผู้กลับไป ด้วยความระลึกถึง

ฉันยังได้กลิ่นอายรอมฏอนอยู่จางๆ พร้อมกับการจากไปของญาติ พี่น้องและคนรู้จัก ทีละคน ทีละคน

ความตาย….มักเป็นแขกที่ไม่มีครอบครัวไหนอยากเปิดประตูต้อนรับซักเท่าใดนั้น

ความตาย…ไม่เคยมีใครเฝ้ารอคอยการมาถึงของมัน

ช่างต่างกันเหลือเกิน กับรอมฏอนที่เพิ่งจากไป แต่หากจะหาจุดร่วมของสองสิ่งดังกล่าว พอจะมองเห็นอยู่ได้บ้างว่า

ทั้งความตายและรอมฏอนนั้น เป็นสิ่งที่อัลลอฮได้ให้ความสำคัญและเน้นย้ำความสำคัญนั้นไว้ในคัมภีร์ของเรา ในธรรมนูญที่ใ้ช้ในการดำเนินชีวิต

นั่นหมายความว่า ความตายและรอมฏอน น่าจะมีจุดที่เราต้องให้ความสำคัญ ต้องหาความเข้าใจ ต้องมองวาระซ่อนเร้นของมัน มากกว่าที่จะให้ทั้งรอมฏอนและความตายของใครต่อใครผ่านไปเพื่อที่จะกลับมาเริงร่าได้อีกครั้ง

(ขอยกเรื่องราวของรอมฏอนไว้พูดในประเด็นต่อๆไป)

ความตายมักเป็นสิ่งที่ฉันและคนอื่นๆมักจะลืมเลือนไปชั่วขณะถึงแม้จะตระหนักดีเสมอว่า ไม่ช้าไม่นานเราก็จะได้ลิ้มรสความตายอยู่ดี

แรกเริ่มที่อยากหยิบประเด็นนี้มานำเสนอนั่นเพราะ เมื่อความตายมาถึงหลายคนมักไม่พร้อม ไม่ทันเตรียมตัว ไม่ว่าจะเป็นคนที่ประสบโดยตรงหรือคนร่วมเหตุการณ์ จึงอยากเสนอเกร็ดเล็กๆน้อยๆ แนวทางที่อิสลามสอนไว้เพื่อความพร้อม ในการรับมือกับกอฏอก่อดัร ต่อๆไป

หากมีโอกาสอยู่ในสถานการณ์กับผู้ใกล้ตาย…

1.มีรายงานจากอุมมุสะละมะฮฺ ว่าท่านเราะสูลุลลอฮฺ  ได้กล่าวว่า:

« إِذَا حَضَرْتُمُ الْمَرِيضَ أَوِ الْمَيِّتَ فَقُولُوا خَيْرًا فَإِنَّ الْمَلاَئِكَةَ يُؤَمِّنُونَ عَلَى مَا تَقُولُونَ ». قَالَتْ فَلَمَّا مَاتَ أَبُو سَلَمَةَ أَتَيْتُ النَّبِىَّ -صلى الله عليه وسلم- فَقُلْتُ يَا رَسُولَ اللَّهِ إِنَّ أَبَا سَلَمَةَ قَدْ مَاتَ قَالَ « قُولِى اللَّهُمَّ اغْفِرْ لِى وَلَهُ وَأَعْقِبْنِى مِنْهُ عُقْبَى حَسَنَةً ». قَالَتْ فَقُلْتُ فَأَعْقَبَنِى اللَّهُ مَنْ هُوَ خَيْرٌ لِى مِنْهُ مُحَمَّدًا -صلى الله عليه وسلم-.

ความว่า : “เมื่อพวกท่านไปเยี่ยมผู้ป่วยหรือคนตายก็จงกล่าวแต่สิ่งดี ๆ เพราะมะลาอิกะฮฺจะกล่าว”อามีน” ต่อสิ่งที่พวกท่านได้กล่าวไว้” ( ซึ่งการกล่าวอามีนของมะลาอิกะฮฺต่อคำพูดหรือคำขอใด ๆ จะทำให้คำขอนั้น ๆ ถูกตอบรับโดยง่าย) นางเล่าต่อว่า ครั้น เมื่ออบูสะละมะฮฺ (สามีของนาง) เสียชีวิตลงฉันก็ได้ไปหาท่านเราะสูลุลลอฮฺ และพูดว่า “โอ้ท่านเราะสูลุลลอฮฺ อบูสะละมะฮฺได้สิ้นชีวิตแล้ว ท่านเลยกล่าวว่า เธอจงกล่าวซิว่า

اللَّهُمَّ اغْفِرْ لِى وَلَهُ وَأَعْقِبْنِى مِنْهُ عُقْبَى حَسَنَةً

(แปลว่า โอ้พระองค์อัลลอฮฺ ขอโปรดทรงประทานอภัยให้แก่ฉันและเขา และให้ฉันมีปลายทางที่ดีหลังจากเขา) นางเล่าว่า “แล้วอัลลอฮฺก็ทดแทนคนที่ดีกว่าเขาให้แก่ฉันนั้น นั่นคือมุหัมมัด  ” (บันทึกโดยมุสลิม หมายเลข 919)

2.จากอุมมุสะละมะฮฺ เล่าว่า :

دَخَلَ رَسُولُ اللَّهِ -صلى الله عليه وسلم- عَلَى أَبِى سَلَمَةَ وَقَدْ شَقَّ بَصَرُهُ فَأَغْمَضَهُ ثُمَّ قَالَ «إِنَّ الرُّوحَ إِذَا قُبِضَ تَبِعَهُ الْبَصَرُ ». فَضَجَّ نَاسٌ مِنْ أَهْلِهِ فَقَالَ «لاَ تَدْعُوا عَلَى أَنْفُسِكُمْ إِلاَّ بِخَيْرٍ فَإِنَّ الْمَلاَئِكَةَ يُؤَمِّنُونَ عَلَى مَا تَقُولُونَ ». ثُمَّ قَالَ «اللَّهُمَّ اغْفِرْ لأَبِى سَلَمَةَ وَارْفَعْ دَرَجَتَهُ فِى الْمَهْدِيِّينَ وَاخْلُفْهُ فِى عَقِبِهِ فِى الْغَابِرِينَ وَاغْفِرْ لَنَا وَلَهُ يَا رَبَّ الْعَالَمِينَ وَافْسَحْ لَهُ فِى قَبْرِهِ. وَنَوِّرْ لَهُ فِيهِ».

ความว่า : ท่านเราะสูลุลลอฮฺ  ได้เข้าหาอบีสะละมะฮฺในสภาพที่ดวงตาของเขาได้เบิกค้าง ท่านจึงลูบมันให้ปิดลงแล้วกล่าวว่า “ดวงวิญญาณนั้น เมื่อมันถูกจับ (สิ้นชีวิต) ดวงตาก็จะมองตาม” แล้วคนในครอบครัวของเขาคนหนึ่งก็ตะโกนครวญคราง ท่านเลยกล่าวว่า “จงอย่ากล่าวขอสิ่งใดให้เกิดกับตัวพวกท่านนอกจากสิ่งดี ๆ เพราะเหล่ามะลาอิกะฮฺจะกล่าว ”อามีน” ต่อสิ่งที่พวกท่านกล่าว” หลังจากนั้นท่านก็ได้ขอดุอาว่า

اللَّهُمَّ اغْفِرْ  لأَبِى سَلَمَةَ  وَارْفَعْ دَرَجَتَهُ فِى الْمَهْدِيِّينَ، وَاخْلُفْهُ فِى عَقِبِهِ فِى الْغَابِرِينَ، وَاغْفِرْ لَنَا وَلَهُ يَا رَبَّ الْعَالَمِينَ، وَافْسَحْ لَهُ فِى قَبْرِهِ، وَنَوِّرْ لَهُ فِيهِ

(แปลว่า โอ้พระองค์อัลลอฮฺ !ขอโปรดทรงประทานอภัยให้แก่อบีสะละมะฮฺ (เมื่อเราต้องการจะขอดุอาให้แก่ผู้ตายคนใดก็ให้เปลี่ยนชื่อจากอบีสะละมะฮฺให้เป็นชื่อคนตายที่เราต้องการ- ผู้แปล) โปรดทรงเลื่อนตำแหน่งของเขาให้อยู่ในกลุ่มผู้ได้รับทางนำ โปรดทรงสืบทอดทายาทของเขาให้อยู่ในหมู่คนที่หลงเหลือ โปรดทรงประทานอภัยแก่พวกเราและแก่เขาเถิดโอ้พระเจ้าแห่งสากลโลก และโปรดทรงขยายหลุมศพให้กว้างขวางและทำมันให้สว่างไสวสำหรับเขา) (บันทึกโดยมุสลิม หมายเลข 920)

ส่งเสริมให้ทำการตะอฺซิยะฮฺ(ปลอบโยน)ให้กับญาติผู้ตายก่อนทำการฝังหรือหลังการฝังศพ โดยให้กล่าวกับพวกเขาดังเช่นดุอาอ์ว่า

«إنَّ لله مَا أَخَذَ، وَلَـهُ مَا أَعْطَى، وَكُلُّ شَيْءٍ عِنْدَهُ بِأَجَلٍ مُسَمَّى، فَلْتَصْبِرْ وَلْتَـحْتَسِبْ». متفق عليه

ความว่า “แท้จริงแล้ว เป็นสิทธิของอัลลอฮฺ ในสิ่งที่พระองค์ได้เอาไป และสิ่งที่พระองค์มอบให้มา และทุกๆ สิ่ง ณ ที่พระองค์นั้นมีอายุที่แน่นอน ดังนั้นขอท่านจงอดทนและจงคิดว่ามันจะเป็นผลบุญที่ท่านจะได้รับเถิด”

(บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ หมายเลข 7377 สำนวนรายงานนี้เป็นของท่าน และ มุสลิม หมายเลข 923)


สรุปคือ ให้พูดสิ่งดีๆถึงผู้ตาย ให้ปิดตาผู้ตาย ให้ขอดุอาตามที่ท่านนบีได้ทำไว้ป็นแบบอย่างทั้งกับตัวผู้ตายและญาติของผู้ตายด้วย
“พระองค์ทรงให้มีความตายและการมีชีวิตเพื่อจะทดสอบพวกเจ้าว่า ผู้ใดบ้างในหมู่พวกเจ้าที่มีผลงานดียิ่ง และพระองค์เป็นผู้ทรงอำนาจผู้ทรงอภัยยิ่ง”
เราทุกคนจึงเป็นเสมือนผู้แข่งขัน ที่กำลังวิ่งเข้าสู่เส้นแห่งความตาย อาจจะไม่มีเวลาใดๆอีกแล้วนอกจากพิจารณาถึงสิ่งที่ได้ผ่านพ้นไปและคิดถึงเวลาที่เหลืออยู่ การมีอายุที่ยืนยาวนั้นไม่ได้เป็นตัวกำหนดความดี ที่มีมากตามอายุได้เลย บางครั้งอายุยืนยาวแต่เสบียงที่เก็บได้นั้นมีเพียงเล็กน้อย บางครั้งอายุน้อยของใครบางคนก็เก็บเสบียงได้มากมาย นั่นเพราะเราไม่รู้เลยว่ากำหนดความตายของเรา ณ ที่พระองค์นั้นคือเมื่อไหร่
เราจึงต้องทำความดีประหนึ่งว่าเรากำลังจะตาย อยู่ทุกเมื่อ และเตือนสติกันและกันให้ได้มากที่สุดเท่านั้นเอง