ชีวิตสาธารณะ…ด้วยจิตคารวะ

มาตรฐาน

คำว่าสาธารณะ หมายถึง ทั่วไป , ร่วมกัน อย่างเช่น ห้องน้ำสาธารณะ ก็คือห้องน้ำที่คนทั่วไปสามารถใช้ได้ร่วมกันทำนองนั้น

ส่วน ชีวิตสาธารณะที่พูดถึงในที่นี้ สืบเนื่องจาก ตัวเองได้มีโอกาสใช้ชีวิตสาธาณะ (ไม่ใช่ชีวิตที่ทุกคนมีส่วนร่วมแต่ใช้ชีวิตร่วมกันกับผู้อื่น)       อยู่อาทิตย์กว่าๆ ได้ ยืนรอรถประจำทางใกล้ห้างสรรพสินค้า ได้เห็นผู้คนหลากหลายแบบผ่านมาแล้วก็ผ่านไป (เพราะรถเมล์ที่รอกว่าจะมาช้ามากT-T)

ด้วยจิตคารวะ.. ที่ใช้คำนี้ต่อท้าย เพราะเรื่องราวต่อไป ประมวลผ่านระบบความคิดเห็นของเจ้าของบล็อกเองเพียงผู้เดียวผู้อื่นอาจเห็นตามและเห็นต่างบ้าง ก็ด้วยจิตที่เคารพความเห็นของผู้อื่นเช่นกัน

วันนี้นั่งเรียนอยู่ในห้องแอร์เย็นฉ่ำ อากาศเป็นใจพาลจะหลับเอา ตัวเองเลยต้องสอดส่ายตาไปเรื่อยๆกันหลับ พลันตาก็ไปเห็นนาฬิกาของอาจารย์

โอ๊ะสวยจัง เป็นนาฬิกาสีดำมีลายเล็กๆที่สายนาฬิกา หน้าปัดแบนๆ อืมชอบๆน่ารักดี ก็เหมาะกับอาจารย์ดี อ่ออืมใช้swatch

วันต่อมา ตาเราก็มองการแต่งตัวของอาจารย์แกทุกวันแบบอัติโนมัติด้วยความที่แกอยู่หน้าห้องทุกวันเอ๊ะๆวันนี้ใส่นาฬิกาสีขาว ยี่ห้อเดิม อืมแอบคิดในใจเปأ็นพรีเซนเตอร์ยี่ห้อนี่หรือไง^^

พอเรียนเสร็จก็ต้องย้ายตัวเองไปยืนเบียดเสียดที่ป้ายรถเมล์ฝั่งตรงข้ามห้างฯ อากาศไม่พิศมัย มลภาวะวัยรุ่น+คนทำงานที่พ่นภาษาตรงข้ามกับการแต่งตัวทำให้หลายๆครั้งตัวเองก็ต้องทำเสียมารยาท อยากหันไปเฉยชมหน้าตาผู้กล่าววาจาพาหมดสวยหลายๆครั้ง

ทั้งหญิงไม่แท้ และผู้ชายแบบพยายามก็มากมาย หลายๆครั้งที่ยืนรอรถ ใจก็กล่าวอัลฮัมดุลิ้ลลา และอัซตัคฟิรุ้ลลอฮในทุกครั้งๆ กับสถานะการณ์อ่อนเพลียละเหี่ยใจแต่ละวันที่เจอ และหวังลึกๆว่าจะไม่มีมุสลิมเข้าไปอยู่ในประเภทนั้น

หลายวันก่อนได้นั่งแท๊กซี่เจอกับคนขับมุสลิมท่านหนึ่ง แกเป็นคนอายุราวๆ40-50น่าจะได้ แกเล่าว่า รับผู้โดยสารผู้หญิงมาตอนกลางคืน ราวๆ3-4ทุ่ม ท่าทางเมาได้ที่ แต่ไม่ได้สนใจอะไรมากมาย มาตกใจตอนได้ยินคุยโทรศัพท์กับเพื่อน ว่า “ไอ้ละฮกูกลับบ้านก่อน” ลุงแกนี่แทบสะดุ้งไอ้นิเป็นมุสลิมซะงั้น… และบทสนทนาระหว่างฉันกับลุงแกก็พับไปคุยเรื่องอื่น

กลับมาที่ป้ายรถเมล์เดิมที่ยืนรอรถแทบทุกวัน ฉันชอบมองสภาพของผู้คนนะ บางทีมันก็สะท้อนให้เห็นว่าสังคมตอนนี้เป็นยังไงไปถึงไหน มองการแต่งตัว คุณนึกออกไหมยิ่งอยู่ใกล้ห้างฯเทรนด์การแต่งตัวของคนก็จะยิ่งออกแนวใส่มาเต็มที่ ไล่ไปตั่งแต่ทรงผมยันรองเท้าทุกกระเบียดนิ้ว รวมอุปกรณ์อิเล็คทรอนิคอีกอย่างนึงที่เรียกได้ว่าเกือบจะเป็นอวัยวะนึงของร่างกายที่หนีไม่พ้นโทรศัพท์มือถือ ที่เหมือนคนไทย(วัยรุ่น-ทำงาน)ช่วงนี้จะไม่รู้จักยี่ห้ออื่นนอกจากไอโฟนและแบล็คเบอรรี่

บางทีมันก็รู้สึกเอง แบบไอ้คนข้างๆชอบส่งความรู้สึกมาให้ว่า เวลาฉันหยิบไอโฟนหรือบีบีมาแล้ว ชั้นไฮโซอ่ะ ทำไม มีปัญหาป่ะ ทำนองนั้น

เหตุการณ์หลายๆวันถูกย้อนกลับเหมือนกับอัดวิดีโอไว้ ความคิดของฉันเองก็ไม่เคยถูกคุมขัง มันกำลังคิดไปเรื่อยๆ แล้วมันก็ปิ๊ง!

อ๋อ ฮิกมะฮของชะรีอะฮฺอิสลามเป็นเช่นนี้นี่เอง ทำไมอัลลอฮต้องประทานฮิญาบ ทำไมมุสลิมะฮควรใช้ชีวิตในบ้านให้เยอะ หลายๆคำถามในใจเริ่มถูกคลี่คลาย มันเป็นความเข้าใจแบบรู้สึกเข้าถึงฮิกมะฮของคำสั่งใช้ ยิ่งทำให้หลายๆอย่างภูิมิใจ ที่ได้อยู่ภายใต้การปกป้องของอิสลาม

แค่ลองคิดคร่าวๆ เมื่อออกไปใช้ชีวิตสาธารณะ ผู้คนมีแต่จะประกวดประชันกันทั้งในการแต่งตัว ไม่มีใครอยากด้อยกว่าใคร

1.เราจึงพยายามไม่แตกต่าง อยากเหมือนๆสังคมเขาทำกันทั้งการแต่งตัว การกินอยู่ เหมือนที่หะดีษบอกว่า ถ้าเค้าลงรูแย้ เราก็จะหลับหูหลับตาตามเค้าไป สักพักก็กลายเป็นว่าเราไม่ต่าง เราแทบจะไม่มีจุดยืนไม่มีสัญลักษณ์ของอิสลามพาดผ่านร่างกายเลย (นะอูซุบิลลาฮิมินซาลิก)

2. เมื่อต้องอยู่ในสังคมเช่น การทำงานหรือการเรียน เดี้ยวนี้คนเราหันมาใช้แบรนด์มากขึ้น ไม่ได้ปฏิเสธการใช้ของแบรนด์เนมแต่ควรใช้อย่างมีสติ

รู้ว่าอะไรคือความจำเป็น ความพอดีกับอัตราการใช้จ่ายของตัวเอง ไม่งั้นส่วนใหญ่ก็จะเข้าข่ายมุบัซซิรีน คนฟุ่มเฟือยอีก

3.แน่นอนการริยาอฺจะแพร่หลายๆ คนจะโอ้อวดโดยไม่รู็สึกตัว ซึ่งริยาอฺนี่ถือเป็นวาระแห่งประชาชาติที่ควรใส่ใจเพราะเป็นชิรกประเภทหนึ่งเลยทีเดียว

4.เวลาผู้หญิงรวมตัว มักเป้นที่รู้กันว่าจะต้องเม้าท์โน่นนี่นั่น พาลเกิดนินทาว่าร้าย แพร่ข่าวที่อาจจะจริงหรือไม่จริงแบบปากต่อปาก

จากป้ายรถเมล์เดินเข้าบ้าน ได้ยินเสียงนึงผ่านเข้าหู 18.00 ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย ……………..

อ้าว หกโมงเย็น เคารพธงชาติ แป่ว ^^ผู้ชายข้างหน้าโค้งครึ่งตัว ผู้ชายอีกคนคำนับน้อยๆ  อีกคนก็แค่ยืนนิ่งๆเฉยๆ

ภาพเหตุการณ์ตรงหน้า อยากจะทำตามแทบทั้งหมด อยากโค้งงามๆให้กฏหมายของอัลลอฮ  คำนับน้อยๆให้คนหลายๆคนที่พยายามยืนหยัด และยืนเฉยๆไว้อาลัยให้เหตุการณ์ตลอดวันที่พบเจอ

เหมือนเราต้องยอมรับความจริงข้อนึงที่ว่า เรารับอิสลามมา100แต่เราใช้แบบครึ่งๆกลางๆ สะดวกใช้สะดวกทำก็ทำ ยังไม่พร้อมก็รอก่อน ภาพลักษณ์และจุดยืนของเราเลยยังไม่ชัดเจน ยังมีหลายๆคำถามที่เรียกได้ว่าถูกยิงเข้าใส่คนคลุมผมว่าอ้าวแล้วคนที่ทำงานหรือเพื่อนก็เป็นมุสลิมนะทำไมเขาไม่คลุมผมละ ทำไมเขาก็กินอาหารตามร้านได้หมดขอแค่ไม่ใช่หมู ทำไม ทำไมและอีกหลายๆทำไมที่ทำให้คนภายนอกสงสัย

ไม่มีทางแก้อะไรจะดีกว่า ลากเก้าอี้มานั่งศึกษาเข้าใจศาสนาอย่างจริงจัง รู้ว่าทำแล้วได้อะไรไม่ได้อะไร เมื่อใช้ชีวิตแบบอิสลามแล้วจะได้สบายใจโล่งใจ ภูมิใจ  ศึกษาให้เข้าใจไม่ใช่แบบทำๆตามๆไป แล้วก็ชัดเจนยืนหยัด เป็นเรื่องที่หลายๆคนพูดว่ายาก (อย่าปฏิเสธว่าไม่จริง) แต่ก็ต้องทำ

ย้ำว่าต้องทำมิใช่ควรจะทำ…สารภาพว่าไม่ได้จะจบเรื่องราวที่เขียนแบบนี้ แต่เอาเถอะ..ยินดีแลกเปลี่ยนมุมมอง^^(ด้วยจิตคารวะ)

 

4 responses »

  1. ด้วยจิตคารวะค้ะ
    … บางทีการได้รับอิสลามของบางคนอาจได้รับเข้ามาภายในตัวเขาไม่ครบร้อยเปอเซน (อาจเนื่องด้วยความคิดและการเข้าใจ) เวลาแสดงออกมาก็เลยขาดๆเกินๆ ที่ยังไม่ใช่อิสลามที่สมบูรณ์
    …บางทีเราก็ต้องช่วยกันขอดุอาให้พี่น้องมุสลิมทั้งหมดมีความเข้าใจอิสลาม เพื่อที่พี่น้องมุสลิมจะได้รับอิสลามอย่างถูกต้องเข้าใจอย่างสมบูรณ์ เราทั้งหมด คุณและฉัน และอิสลามศาสนาของเรา

  2. อีกเหตุผลที่อยากให้ลากเก้าอี้มาศึกษาศาสนาอย่างจริงจัง แล้วก็ดุอาให้เราเข้าใจอิสลาม
    ปล.ชอบจัง(ศาสนาของเรา) ดูเป็นคำอบอุ่นละมุนละไมแบบต้องใส่ใจห่วงใยกันดี

  3. ด้วยจิตที่นับถือผู้เขียนที่จูงใจให้ผู้อ่านคนนี้คิดอะไรจากการมองตัวเองและเป็นคำพูดที่เป็นแรงผลักดันให้ย้อนดูตัวและสะกิดเตือนคนอื่น ชอบ…

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s