มันบ่งบอกอะไร…ได้หลายอย่าง

มาตรฐาน
       ช่วงนี้ได้มีโอกาสอ่านงานเขียนที่มีจุดหมายเพื่อวัยรุ่นอยู่สองสามเล่ม บวกกับได้ดูตอนหนึ่งของเรื่องหมอชนบทกลุ่มหนึ่งอยู่
ทำให้พอจะคิดขึ้นมาได้…อยู่บ้างว่าการอ่านหนังสือ หรือการดูโทรทัศน์นั้น มีแง่ดีอย่างนึงที่ว่า เราไม่จำเป็นต้องเข้าไปคลุกคลีกับคนกลุ่มหนึ่งเพื่อจะเรียนรับสภาพของสังคมปัจจุบัน
แต่สามารถที่จะรับรู้โลกหลายๆด้าน มองเห็นสภาพปัญหาในหลายๆมุม จากงานเขียนหรือสื่อทางโทรทัศน์ นี่ละมั่งคือข้อดีบ้างบางประการที่ยังมองเห็นอยู่ในยุคของการพัฒนาที่ยังหาจุดสิ้นสุดไม่เจอ

หนังสือที่จับๆอยู่ กับหนังหมอชนบท มีจุดเกี่ยวพันกันอยู่อย่างหนึ่งตรงที่ว่า กำลังฉายให้เห็นความฮึกเหิม ห้าวหาญ ในหมู่คนมีอุดมการณ์อย่างคนหนุ่มสาว หมอชนบทในเรื่องถูกชูนำตัวเด่นในนาม"หมอหงวน" เนื้อเรื่องพูดถึงยุคของเหตุการณ์ช่วงที่รัฐบาลอยู่ในช่วงเกือบจะถึงการเปลี่ยนแปลงทางด้านการปกครองโดยที่นักศึกษาที่ต่อต้านเผด็จการทหารถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ โดยมีเหตุการณ์ การสกัดกั้นของฝ่ายรัฐเป็นตัวนำเรื่อง
การปราบปรามนิสิตนักศึกษาเป็นเรื่องเข้มงวดอย่างมาก เจ้าหน้าที่รัฐไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่ง ตำรวจ ทหาร หรือแม้กระทั่งนายอำเภอของตำบลกันดาร ที่มีรถบรรทุกสองแถววิ่งวันละรอบอย่างจังหวัด
ศรีสะเกษก็ยังต้องจับตา ตรวจกวดขันกันอย่างมากมาย เพราะหมอใหม่ไฟแรงกลุ่มใหญ่มีอุดมการณ์เพื่อช่วยเหลือชาวบ้าน ที่ไม่มีโอกาสเข้าหาหมอ พึ่งโรงพยาบาล

 ผอ.โรงพยาบาลถึงกับโดนเรียกตัวพบด่วนเพื่อสั่งคอยควบคุมความประพฤติและคอยสังเกตสังกาความเคลื่อนไหวของกลุ่มหมอกลุ่มนี้ วันแรกของหมอหงวนกับโรงพยาบาลเดียวในอำเภอนึงของศรีสะเกษเต็มไปด้วยความแร้นแค้น ฝุ่นแดงๆที่บ่งบอกถึงความห่างไกลความเจริญมีให้เห็นอย่างจังตา ภาพโรงพยาบาลจำนวน30เตียงพุดขึ้นมาในห้วงความคิด อย่าถามถึงห้องพิเศษที่มีให้เลือกอย่างในกรุงเทพสมัยนี้เลย ผอ.นำหมอหงวน เดินดูรอบๆโรงพยาบาลพร้อมกับบรรยายสภาพของคนไข้และความต้องการทรัพยากร"หมอ" อย่างมาก

 หมอหงวนยืนท่ามกลางเตียงคนไข้ราวๆสิบเตียง ที่เต็มไปด้วยผู้คนร่างผากผอม ที่แสดงให้เห็นถึงปัจจัย4ที่ได้ไม่ครบความต้องการ มันบ่งบอกอะไรได้หลายๆอย่าง…
ตกดึกหมอหงวนได้เขียนจดหมายเล่าสภาพความเป็นอยู่แต่ก็ไม่ลืมที่จะเล่าความเป็นมิตรของชาวบ้านที่ได้พบเจอ สักพักแกก็ต้องเงยหน้ามาคุยกับเด็กที่ชื่อว่า จ่อย ที่มาจับกบในตอนกลางคืน คุยกันได้จนรู้ความว่า ที่ออกมาจับกบกลางคืนคนเดียวเพราะยายไม่สบาย อดไม่ได้ที่คนเป็นหมอย่างแกจะถามว่าแล้วไปโรงพยาบาลหรือยัง
 แต่คำตอบของเด็ก จ่อย กลับทำให้หมอได้รู้วิถีชาวบ้านอีกอย่างว่า "ยายแกรดน้ำมนต์ไปแล้วแหละแต่ก็ยังไม่ดีขึ้น"

อีกวันที่หมอขับรถผ่านหญิงกลางคนที่อุ้มลูกชายไม่สบายหนักเพื่อไปหาที่รักษา   หมอรับสองแม่ลูกขึ้นรถมาที่โรงพยาบาล แต่แล้วเมื่อถึงโรงพยาบาลจริงๆ หญิงคนนั้นกลับอุ้มลูกเดินจากโรงพยาบาลไปเสียอย่างนั้น ด้วยเหตุผลที่ว่าแกไม่มีเงินรักษาลูกแกหรอก เสียเงิน20บาทไปฉีดยาหมอเสนารักษ์ดีกว่า หลังจากนั้นหมอหงวนก็อดถามผู้ช่วยที่เป็นชาวบ้านท้องถิ่นไม่ได้ว่าหมอเสนารักษ์ที่ว่าเป็นใครครับ ผู้ช่วยแกว่า เค้าเป็นทหารเคยไปอยู่หน่วยพยาบาลอออกมาก็มาเปิดร้านหมอ ก็รักษาหายบ้างไม่หายบ้าง ก็รักษาไปตามเวรตามกรรมนั่นแหละครับ

      โจทย์ปัญหาของหมอหงวนอยู่ที่ว่า คนป่วยไม่มีแรงทรัพย์จะมารักษา แกก็เลยต้องเปลี่ยนยุทธวิธี ถ้าคนไข้ไม่มาหาแก แกก็ต้องไปหาคนไข้ สุดท้ายกลางดึกวันนั้นเด็กคนที่แม่แกอุ้มมาหาหมออีกรอบก็ลาจากโลกนี้ไป ด้วยโรคที่หมอหงวนสรุปว่า  แกตายเพราะโรคจน ไม่ใช่โรคปอดบวม

เรื่องหมอหงวนที่เล่ามาคร่าวๆอาจเป็นการเชิญชวนกลายๆของเจ้าของบล็อก ให้ติดตามอุดมการณ์ของแกต่อไป บางทีเราก็ต้องหาละครน้ำดีมาดูบ้างมิใช่ปิดรีโมทแล้วคิดเสียแต่เพียงว่ามันก็คงน้ำเน่าทุกเรื่องไป

    ความจริงแล้วเรื่องที่หยิบยกขึ้นมามีหลายๆประเด็นที่น่าจะปรุงแต่งชีวิตของเราๆต่อไปได้ และมีอีกหลายนัยยะที่อยากให้มองย้อนกลับมาหาตัวของเราเอง

ปล.1 สิ่งโดดเด่นอย่างนึงในเรื่องนี้ คือเรื่องที่เรามักปล่อยละเลย นั่นคือเรื่องของสุขภาพ อย่างที่ใครๆว่าถ้าวันนี้ยังไม่เผลอไปเหยียบเสี้ยนให้เจ็บเท้าขึ้นมาคงไม่ก้มหัวลงไปมองดูเท้าว่าเป็นอย่างไรบ้าง   และเรื่องของเวลา ที่บางคนกำลังหาอะไรทำเพื่อ "ฆ่าเวลา"  แต่สำหรับอีกบางคน เวลามี" ค่า"

ปล.2 ถ้ามีโอกาสได้ดูละครเรื่องนี้คงจะเห็นภาพได้มากกว่าการบรรยายให้เห็นถึงสภาพความแร้นแค้น ฝุ่นแดงๆหนาเตอะๆและรถคันเก่าๆหยุดดังเอี้ยด วันนี้ไม่มีรถขับ ก็สำนึกตัวเองไว้บ้างว่ายังมีตังค์ไว้ขึ้นรถเมลล์ มีน้ำให้ได้ดื่ม ก็ยังดีกว่าต้องไปแหงนฟ้ารอฝนตามฤดูกาล เจ็บป่วยก็ยังมีโอกาสเข้าถึงการรักษา ไม่ใช่ต้องเลือกระหว่าง อาหารมื้อต่อไปหรือยาเพื่อรักษาอาการเจ็บ
ปล.3 ในแง่ของอุดมการณ์ เนื้อหาที่นำเสนอไม่ได้มุ่งเกี่ยวกับประเด็นการเมืองแต่อย่างใด โปรดสำนึกไว้เถิดว่า เราไม่ต้องเข้าป่า จับปืน ไม่ต้องเปลี่ยนที่ซุกหัวนอน ไม่ต้องหนีตายอย่างไม่รู้จุดหมาย เราต่างจากคนมีอุดมการณ์ที่ว่า ไม่ว่าจะแลกมาด้วยอะไร ก็ขอให้ได้สุขสบาย จะต้องเปลี่ยนไปยืนข้างไหนกับใคร นั่นคงไม่สำคัญ
คนมีอุดมการณ์ ย่อมมีเป้าหมาย และการต่อสู้จะต้องยืนหยัดให้ได้มากที่สุด เพราะถ้าไม่สู้ นั่นก็ไม่มีวันได้รับชัยชนะ
นี่กระมังที่ต่าง มันต่างกันระหว่างคนมีอุดมการณ์ กับคนธรรมดา
เรื่องราวที่นำเสนอมาจากชีวิตจริงของ นายแพทย์สงวน
นิตยารัมภ์พงศ์
 เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติคนแรกของประเทศไทย
ผู้ผลักดันโครงการ "๓๐ บาทรักษาทุกโรค" จนเป็นผลสำเร็จ

ไม่ว่าจะเป็นหมอหงวน มุฮัมมัดอัลฟาติฮ ซอลาฮุดดีนอัลอัยยูบี อัลเบริต ไอสไตน์ หรือแม้แต่คนอื่นๆ ก็มักจะทำในสิ่งที่คนธรรมดาอย่างเราๆเห็นว่าเป็นเรื่องไร้สาระและยาก แต่ก็มักเป็นเรื่องที่ผลิกหน้าประวัติศาสตร์ได้ทุกครั้งไป

สุภาษิตอาหรับว่าไว้ว่า พลังของหนุ่มสาว สามารถตัดภูเขาได้ เห็นทีจะต้องเปลี่ยนใหม่ เพราะมันสามารถจะทำอะไรได้มากกว่าตัดภูเขาเสียอีก เพราะคนหนุ่มสาวไม่มีภาระการรับผิดชอบมากเท่ากับวัยที่ต้องดูแลครอบครัว คนหนุ่มสาวมีพลัง มีจิตวิญญาณ มีความใหม่ และสดกว่า  .. แต่ก็น่าเสียดาย ที่คนบางคนยอมปล่อยให้พลังพิเศษๆเหล่านั้นแอบอยู่ในมุมหนึ่งของตัวเองเท่านั้น น่าเสียดาย น่าเสียดาย จริงๆ

       


 

9 responses »

  1. ยังไม่มีใครปาดมาปาดเองซะเลยฮ่าๆเนื้อเรื่องไม่ได้เป็นการรีวิวละคร แต่อ่านๆไปชักกลายๆซะงั้นรบกวนท่านใดแวะเวียนมาอ่านกรุณาทิ้งคอมเม้นให้ชื่อจายเอ้ยคอมเม้นท์ติชมเพื่อการพัฒนาต่อๆไปของเจ้าของบล็อก และร่วมหยิบยกประเด็ที่เห็นสมควรอยากจะขบคิด มาวิเคราะห์วิจารณ์เพื่อเกิดกระบวนการเรียนรู้และใช้สมองได้ต่อๆไป ฟี้ววว….p.s. เนื้อเรื่องยาวเวอร์ ยาวไปสำหรับคนไม่ชอบอ่าน เหตุผลคือ …เพราะอารมณ์มันพาไป(ไม่ได้แก้ตัวแต่เรื่องจิ๊ง)

  2. สังคมทำไมมันแย่จัง อย่าไปโทษสังคมเพราะเราก็เปนส่วนหนึ่งของสังคมแล้วส่วนหนึ่งของสังคมสามารถทำอะไรให้สังคมที่ดูว่าแย่จังดีขึ้นมาได้บ้างอย่าไปคิดว่า มันจบแค่เราก็เปนส่วนนึงของสังคมเมาดิบๆ

  3. ฮ่ามาเป็นประโยคเลย น่าจะเอาท่อนนี้ยกไปคุยหัวข้อเก่า แต่ความจริงก็ผสมรวมได้ถูกอย่างที่พี่มูว่า ที่จริงยุคนี้วัยรุ่นมีศักยภาพเอาการในการช่วยเรื่องศาสนา มีทั้งกำลังกายและกำลังใจ หลายๆที่ที่มองเห็นต่างมีใจมีกึ๋นกันทั้งนั้น อาจจะติดอยู่บ้างตรงที่ว่า กำลังจ่อจะเริ่ม หรือยังไม่มีแรงร่วมแรงผลักดัน หรืออยู่ในกระบวนการเพาะบ่มความบรรเจิดของไอเดียอยู่ ความจริงการอยู่เป็นญะมาอะฮเป็นสิ่งสำคัญอีกอย่างนอกจากจะทำให้เราเห็นปัญหาของคนในกลุ่มได้แล้วการรวมกันยังเป็นจุดสร้างแรงคิดที่ดีเหมือนกัน …มักจะได้ยินอยู่บ่อยๆในคุตบะบ่ายวันศุกร์ว่า "อินนะยะดัลลอฮฮิ อะลัลญะมาอะฮ"

  4. ขอบคุณบทความดีๆมีมาให้อ่านเอาอีกๆปล."อินนะยะดัลลอฮฮิ อะลัลญะมาอะฮً หรือว่า "มะอั้ล"..

  5. เออนั่นจิ ตกลงมะอั้ลหรือ อะลัล ฮ่าๆ สงสัยคนฟังจะนัว พี่เรียนวิชาคอฏอบะฮมาน่าจะมะอั้ลมากกว่ามั่ง555

  6. อยากให้ช่วยคิดกันหน่อยว่า…วัยรุ่นอย่างเราจะทำอะไรได้บ้าง มันเป็นช่วงแห่งไฟฝัน ช่วงระยะเวลาไม่นานของชีวิต ก่อนจะต้องก้าวไปสู่วัยต้องรับผิดชอบอะไรมากๆขึ้น บางทีเราอาจจะทำให้ตัวเรามีค่าขึ้นมาได้บ้างก่อนไฟฝันจะมอดดับไปเส้นทางศาสนาเป็นทางที่ต้องก้าวเขามาเพื่อรับใช้ แม้จะไม่ได้สมดั่งใจหมายแต่ก็อาจจะทำให้คนที่เดินมาตามหลังมุ่งสู่จุดหมายได้ง่ายดายขึ้น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s