ความเกี่ยวข้อง ของคนต่อไป…

มาตรฐาน
     นี่มันศตวรรษที่เท่าไหร่กันแล้วคะเนี่ย มึนๆงงทุกทีเวลาได้ยินคำนี่ เพราะไม่รู้ว่าศตวรรษที่ว่าเนี่ยผ่านมากี่ร้อยกี่พันปีแล้ว แล้วไอคำว่าศตวรรษที่ยี่สิบอะไรทำนองนี้นี่ เริ่มนับจากไหน แล้วใครเริ่ม แล้วตกลงนี่มันศตวรรษที่เท่าไรหว่า 
    ช่างเถอะจะเท่าไหร่ก็…รู้แต่ว่า มันนานมากแล้ว อย่างน้อยก็เกิดมานับได้ยี่สิบปีเห็นจะได้ นานเอาการ แปลกดีไหมคะ ช่วงตอนเด็กๆเราจะรู้สึกว่าเวลาที่เราใช้ชีวิตมันนานมาก ลองนึกดูแล้วกัน ตอนเราวิ่งเล่นกับเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน เล่นเกมส์โน้น เปลี่ยนเกมส์นี้ หาสนามใหม่ๆ ในหมู่บ้าน คิดเกมส์กัน ตั้งกติกา แล้วก็เออ ออ กันแล้วก็เริ่มเล่นกันอย่างเมามันส์ ใช้เวลาตั่งนาน ยังผ่านไปแค่ครึ่งวัน  ทำโน่่นทำนี่ น๊านนานกว่าจะเย็น เวลาเรียนจัน-ศุกร์ ก็รอคอยเสาร์อาทิตย์เพื่อจะได้เล่น เล่น เล่น อย่างมีความสุข  อาจจะต่างกับเด็กตอนนี้อยู่บ้าง ที่เสาร์อาทิตย์ก็จะต้องเตรียมตัวมุ่งหน้าเรียนพิเศษที่โน่นที่นี่กัน
         อาจจะนานมากแล้ว ที่เสาร์อาทิตย์ ไม่ได้มีเด็กๆเล่นกันที่สนามอย่างแต่ก่อนเมื่อ ตอนเราเด็กๆ  กลายเป็นว่า เสาร์อาิทิตย์เวลาเดินออกนอกบ้าน หมู่บ้านเงียบฉี่  หายไปไหนน๊า ใครหายไปไหนกันหมด…. 
       
       กลับมาที่ความเป็นปัจจุบันอีกหน เปลี่ยนกันตรงที่ว่าคราวนี่เรานั่งอยู่หน้าจอโทรทัศน์ มองความเปลี่ยนแปลงของคนยุคนี้ผ่านจอสี่เหลี่ยม บางครั้งก็เจอคำตอบของคนหาย ย่อหน้าก่อนหน้านี่ เอ๋ออ คนยุคนี้ เค้าทำอย่างนี้กัน
  ตอนนี้ แอบฝืนกฎของการเขียนเนื้อหาอยู่บ้างตรงที่ว่า เค้าว่าเวลาคิดอะไรแล้วต้องคิดให้จบ ก่อนที่จะเขียนลงเปนเรื่องเปนราว  เพราะความคิดอาจเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆตอนเราเขียน ความตั้งใจแรกๆของการเขียนอาจผิดแปลกไปบ้าง ประเด็นที่อยากจะยกให้คิดๆกันก็อาจเฉๆไปบ้าง แต่คิดว่าเสน่ห์อีกอย่างของการคิดไม่จบแล้วเขียน คือการดึงเอามวลรวมของความคิดที่กะลังลอยฟุ้งในอากาศมาสลับ เปลี่ยนแปลงตำแหน่งให้เข้าที แล้วต่อเติมให้เข้ารูปเข้าร่าง บางทีก็อาจเป็นศิลปะอีกอย่างนึงของการเขียนเหมือนกัน
          จะว่าไปแล้วเราก็ไม่ได้เป็นพวกถวิลหาอดีตอย่างไม่ลืมหูลืมตา แค่รู้สึกว่าการได้นึกถึงแล้วจะทำให้เรามีรอยยิ้มที่มุมปากได้เป็นครั้งคราว
นั่นไงๆ การคิดไปเรื่อยๆก็จะทำให้เนื้อหาพาไปเรื่องอื่นอีกแหนะ  เอาละๆกลับมาสู่ปัจจุบัน จะว่าไปแล้วมนุษย์เรานี่ถือว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่มหัศจรรย์มากๆเลยทีเดียว มาชาอัลลอฮ   คนเรามีการพัฒนาตัวเองให้อยู่รอดไปได้ทุกยุคทุกสมัย จากช่วงที่เริ่มสู่การกินผักผลไม้ เริ่มล่าสัตว์ หลังจากนั้นก็ปรุงแต่งอาหาร สร้างที่พักหลบความหนาว สร้างความปลอดภัยให้ตัวเอง จนถึงยุคที่ว่า อะไรๆก็ใช้เพียงปลายนิ้วสัมผัส 
    มนุษย์เรามักจะดีใจภูมิใจกับความเก่งกาจของพวกเราเอง แต่อีกบางมุม เราก็ต้องกระตุกความรู้สึกเหมือนกันว่า แล้วรุ่นต่อๆไปอีกจะเป็นอย่างไร
ความสะดวกสบายของเราๆอาจจะต่อยอดไปถึงขนาดที่ว่าเราอาจจะหาอาหารจากทั่วทุกมุมโลกเพียงแค่อยู่ที่บ้าน มัสยิดทั่วโลกอาจจะไม่มีมุอัซซินเพราะมีการตั้งเวลาอัตโนมัต ิหรืออะไรๆที่เราคิดไม่ถึงมากกว่านี้  
  ก็น่าแปลกดีที่เราพยายามเค้นความคิดประดิดเครื่องอำนวยความสะดวกให้ตัวเองอย่างมากมาย แต่ขณะเดียวกัน เราก็ดั้นด้นเก็บข้าวของขึ้นเป้ พิชิตยอดภูเขาโน้นภูเขานี้ สืบเสาะหาความยากลำบากเพื่อแสวงหาดวงอาทิตย์ขึ้นบ้างละ หาม่านหมอกบ้างละ 
  
 ที่ยกความคิดเหล่านี้ไม่ใช่พวก ขวาจัด หรือซ้ายจัด หรือพวกอนุรักษ์นิยมอะไรแต่ประการใด  อย่างที่บอกคะ บางมุมของการเจริญเติบโตทางสังคมมันกลับกระตุกความรู้สึกของจิตใจได้อย่างรุนแรง 
     ลองนึกภาพเขื่อนขนาดใหญ่ที่เก็บอุ้มน้ำไว้ทั้งเขื่อนสิคะ  สร้างใหม่ๆมันก็ยังคงประสิทธิภาพ นานๆเข้าเจอทั้งแดด ลมฝน และความเปลี่ยนแปลงหนักของโลกที่ถาโถมใส่มัน บวกกับความเสื่อมของวัสดอุปกรณ์ไม่นานมันก็จะต้องพังทลาย 
      พวกเราเองก็อาจเป็นมนุษย์ตาดำๆที่รอคอยความเสื่อมของเขื่อนนั้นอยู่หรือเปล่า หรือคิดว่าชีวิตเราคงจะลาจากโลกเน่าๆไปก่อนแน่ ส่วนคนมาข้างหลังจะเป็นอย่างไง นั่นคือสิ่งที่พวกเขาต้องพัฒนาตัวเองเพื่อให้ คงอยู่ และอยู่รอดอย่างที่คนรุ่นก่อนๆผ่านมาได้อย่างนั้นใช่ไหม
       เคยมีรุ่นพี่คนนึงมานั่งจับเข่าพูดถึงเรื่องวันกิยามะห์ ท่าทางแกจริงจัง แล้วก็ล่อคำถามที่เล่นเอางงไปเลยว่า แกคิดว่ากิยามะห์จะเกิดเมื่อไหร่ เอาแบบเป็นปี แกคิดว่าไงส่วนตัว  น่าน เล่นเอาตรูเสียวไปเลย ก่อนออกความเห็นด้วยทัศนะคติส่วนตัวแล้วก็ต้องอัซตัคฟิรุ้ลลอฮในใจยกใหญ่  
แต่ที่เน้นย้ำให้กลัวและมั่นใจ คือ ไม่นานหรอกแต่มันเกิดแน่ อย่าเผลอใจชะล่าใจเด็ดขาด 
    กลับมาที่ควาเป็นอดีตของปัจจุบันอีกหน กลับการมองปัจจุบันผ่านจอสี่เหลี่ยมโทรทัศน์อีกรอบ  หากอยากรู้ว่าสังคมปัจจุบันเผยความเป็นตัวตน การยอมรับ กระแสความมาแรงในเรื่องไหน หรือ อีกข้านิยม ที่มาจากค่านิยม เป็นอย่างไร สื่อทุกวันนี้จะตีแผ่ทิศทางของสังคมให้คนอย่างเราๆเห็นเอง
       บางทีเราก็ต้องตั้งคำถามให้ตัวเอง ตั้งคำถามให้สังคม ว่า แล้วรุ่นลูกรุ่นหลัง ของเราจะมีชีวิตอยู่ได้ยังไง เราจะยังมีแค่การสร้างเกาะกำบังอย่างเดียวที่บางทีวันนึงมันก็อาจจะแตกหัก หรือต้องทั้งสร้างเกราะ ติดอาวุธ ที่ลืมไม่ได้คือ ความแข็งแรงของจิตใจ ด้วยหรือเปล่า
         เคยเหนื่อย หน่ายกับสิ่งที่เห็นๆในสังคมแล้วก็พึมพำกับเพื่อนคนนึงว่า "ทำไมสังคมมันแย่จัง"  เพื่อนกลับพูดอีกมุมที่เราอาจจะมองข้ามไป หรือทำไม่สนใจว่า "อย่าโทษสังคมเพราะเรา ก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมเหมือนกัน" 
                

3 responses »

  1. ^-^V อัลฮัมดุลิ้ลลา เปนการเขียนทะแม่งๆของตัวเองเปนครั้งแรก ฮ่าๆ หวนคืนกระดานสเปซหลอพี่ทั้งสอง หลังจากถอนตัวไม่ขึ้นจากมัลติพลายกันทีเดียวอิอิปล.ความจริงก็เพิ่งแอบไปดูรูรับแสงของใครบางคนมานะเนี่ยฮ่าๆ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s