เท้าของมุสลิมกับหน้าของกาเฟร

มาตรฐาน

เท้าของมุสลิมกับหน้าของกาเฟร

ในประเทศหนึ่งแถบตะวันตก เมื่อได้เวลาละหมาด
มุสลิมคนหนึ่งจึงได้เข้าไปในห้องน้ำของโบสถ์แห่งหนึ่ง และเขาก็เริ่มอาบน้ำละหมาด
ตรงนั้นมีการเฟรชาวต่างชาติอยู่คนหนึ่ง มองดูเขาด้วยความแปลกใจ เมื่อมุสลิลคนนั้นมาถึงตอนที่จะล้างเท้าทั้งสองข้าง
เขาก็ยกเท้าขึ้นและวางมันไว้บนอ่างล้างหน้า และขณะนั้น คนต่างชาติก็ตะโกนขึ้นมาว่า”ท่านทำอะไรน่ะ”

มุสลิมยิ้มและตอบว่า”ฉันกำลังอาบน้ำละหมาด”

 ต่างชาติคนนั้นพูดอีกว่า
“พวกมุสลิมไม่มีความสะอาด ทำให้สถานที่สาธารณะเปรอะเปื้อน
ตอนนี้ท่านอ้างว่าท่านทำความสะอาดร่างกายของท่าน
แต่ในขณะเดียวกันท่านก็ทำให้อ่างเลอะเปรอะเปื้อน ด้วยการวางเท้าไว้ที่นั่น
นี่เป็นที่สำหรับล้างมือ และใบหน้า ท่านต้องรักษาความสะอาดและไม่ทำให้มันสกปรก”

มุสลิม”ฉันขอถามท่านหนึ่งคำถามได้ไหม ! และท่านต้องตอบอย่างชัดเจนด้วย”

ต่างชาติ”เชิญ”

มุสลิม”ในวันหนึ่งท่านล้างหน้ากี่ครั้ง?”

ต่างชาติ”1ครั้งเมื่อฉันตื่นนอน
และบางทีก็อีกครั้งเมื่อฉันรู้สึกเหนื่อยหรืออ่อนเพลีย”

มุสลิมยิ้มและตอบกลับว่า”เมื่อเทียบกับฉันแล้ว ฉันล้างเท้าในวันนึง5ครั้ง
ไหนท่านบอกฉันมาซิ อะไรที่สะอาดกว่ากัน

 เท้า2ข้างของฉันหรือหน้าของท่าน! ” กาเฟรเงียบและออกไปจากที่นั่น

ปล.น่าจะเคยได้ยินกันบ้าง แต่อันนี้แปลจากภาษาอาหรับสำนวนอาจเฝื่อนๆไปบ้าง เหอๆ ใครพอแนะนำการแปลภาษาอาหรับ

ให้ไม่ออกมาแข็งๆอย่างที่ว่าก็ช่วยแนะนำหน่อยคะ เผื่อจะอ่านได้อรรถรสมากกว่านี้

6 responses »

  1. ฮ่าๆนึกว่าเอาเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ซะแล้วตอนแปลงี้ถูกใจไปเลย นึกว่มีแต่บ้านเราที่ชอบเอาเท้ายกล้างที่อ่างล้างหน้าอืม…จะแปลให้ดีนี่ต้องอ่านหนังสือเยอะๆแล้วดูสำนวนการใช้ภาษาด้วยหรือเปล่าบางทีรู้สึกว่าใช้คำเยอะเกิน ยังไงใครเข้ามาก็เม้นแนะนำหน่อยเด้อ

  2. สำนวนแปลโอเคแล้วล่ะน้องหนูมาดาอ่านไม่งงอย่างที่น.ป.ว่าแต่จะพัฒนาต่อไปก็ต้องอาศัยแปลบ่อยๆเนอะ(พี่ก็จะได้รับผลประโยชน์โดยการได้อ่านอะไรdๆด้วย^^)ป.ล.ขอแชร์ประสบการณ์เรื่องการแปลหน่อย เคยเรียนพวกทฤษฎีการแปลมาบ้าง แต่เป็นแปลอังกฤษน่ะ ไม่รู้จะเอามาใช้กับอาหรับได้ด้วยป่าวคือว่า…ตามทฤษฎีนี่นะเคอะ เราจะต้องแปลโดยรักษาต้นฉบับที่สุด ทั้งสำนวนภาษา และอารมณ์ความรู้สึกวิชาการแปลเบื้องต้นที่พี่เรียน เค้าเคยเชิญ งามพรรณ เวชชาชีวะ มาพูดอยู่คาบ1แกเล่าว่าครั้งหนึ่งแกแปลเรื่องอะไรไม่ทราบ(แกบอกชื่อเรื่อง แต่พี่ไม่จำ แหะ แหะ) พอแปลเสร็จก็ลองส่งให้เพื่อนอ่าน แล้วถามว่าเป็นไงบ้าง เพื่อนบอกว่าน่าเบื่อมาก อ่านแล้วหลับไปหลายรอบงามพรรณบอกว่าแกดีใจสุดๆ เพราะต้นฉบับนั้นน่าเบื่อจนแกก็หลับไปหลายรอบเหมือนกัน (- – \’)สรุปคือ บางทีการแปลที่ถูกต้องจริงๆ(ตามที่ทฤษฎีเค้าว่า) ไม่จำเป็นต้องอ่านลื่น เข้าใจง่ายเสมอไปแต่ว่า…เอ่อ พี่ไม่เคยทำตามทฤษฎีนี่เลยแหละ เวลาแปลงานอะไรนี่ ก็จะเอาความเข้าใจง่ายเป็นหลักปรับเปลี่ยนสำนวนภาษาของต้นฉบับอย่างเฮฮาก็หลายครั้ง (เกรดวิชานี้ก็เลยฮาตามไปด้วย)แต่เพราะงานที่ตัวเองแปลส่วนมากเป็นงานที่ไม่ใช่ชิงพาณิชย์ด้วยมั้ง เลยไม่ค่อยซีเรียสเท่าไหร่ ถือว่าเก็บใจความสำคัญที่ต้นฉบับต้องการสื่อให้ได้เป็นพอ(ในหมู่เพื่อนๆ เค้าจะมีคำที่ใช้ล้อๆกันว่า \’เป็นนักแปรมิใช่นักแปล\’)อันนี้ก็เปนพฤติกรรมที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่เนอะ ไม่ควรเอาเยี่ยงอย่างอีกทฤษฎีหนึ่งในการแปลที่พี่ว่าเอามาใช้กับภาษาอาหรับได้แน่ๆ คือ เราไม่ควรติดไวยากรณ์ของภาษาต้นฉบับมาใช้ในงานแปลในการแปลภาษาอังกฤษเค้าจะใช้สำนวนว่า "ภาษาแบบนมๆเนยๆ" คือติดไวยากรณ์อังกฤษมาใช้ในงานแปลไทยซึ่งพี่พบว่างานแปลจากภาษาอาหรับเป็นไทยนี่จะติดไวยากรณ์อาหรับมามากจนงานบางชิ้นอ่านในภาษาไทยจะงงงวยเล็กน้อย-ปานกลาง เพราะเป็นรูปประโยคที่ไม่ค่อยมีคนใช้แต่ความคิดพี่…ก็ขอให้แปลมาก่อนเถอะ เพราะงานแปลบ้านเรามีน้อยมาก(เมื่อเทียบกับจำนวนงานที่ควรแปล)แล้วก็ค่อยขัดค่อยเกลากันไป ยิ่งแปลเยอะ ก็ยิ่งชำนาญสำหรับการฝึกฝน…มาดาลองเอางานที่มีคนแปลไทยแล้ว ไปหาต้นฉบับภาษาอาหรับมาเทียบก็ดี ถ้าทำได้ลองดูวิธีการแปลของคนที่มืออาชีพหน่อย อาจช่วยเราได้อีกอย่างที่คิดว่าสำคัญก็คือการวิจารณ์เพราะจะช่วยเหลือเราในการพัฒนางานได้มาก อินชาอัลลอฮฺ

  3. พูดถึงการแปลตามสำนวน ภาษา เด็กเรียนศาสนาระดับปลายๆแถวอย่างตัวเองจะคุ้นเคยกันมากทีเดียวในการแปลตามสำนวนภาษาตามต้นฉบับ แบบไม่อยากที่จะให้เปลี่ยนตามคำของภาษาอาหรับมากนักเพราะบางทีการเปลี่ยนคำที่คนไทยเข้าใจเรื่องง่าย และอ่านไม่ติดๆขัดๆ บางทีก็แปรเปลี่ยนไปจากคำคนละอย่างกับคำของภาษาอาหรับที่ใช้เลยทีเดียว เรียกได้ว่า เวลาที่มีคนพูดว่าภาษาอาหรับมันลึกซึ้งมากนี่เข้าใจเลยทีเดียว ญาติเคยมานั่งเรียนด้วยแล้วให้แปลเรื่องที่กำลังเรียนอยู่คร่าวๆให้ฟัง พอแปลเสร็จมันบอกว่า ขอภาษาไทยอีกรอบดิแบบไม่ใช่ภาษาหนังสืออะ ตอนนั้นเลยเกลามันซะแค่พอเข้าใจก็พอ เรื่องที่เอามาลงนี่ก็เป็นหนึ่งในวิชาเรีกกว่า วิชาการแปล เพราะครูอาจจะเล็งเห็นว่าเด็กอย่างเราๆจะแปลภาษาอาหรับตามสำนวนของหนังสือซะมากไปมั่งเลยมีวิชานี่ไว้เกลาๆให้กลับมาหาสำนวนแนวของไทยบ้าง และก็เป็นวิชาที่ยากเอาการอยู่เพราะสอบทีไรเนี่ยก็ความซวยถามหา นอกจากจะต้องขุดคุ้ยศัพท์ที่เคยผ่านหูผ่านตามาแปลยังต้อง เรียบเรียงในเวลาจำกัดอีกตะหาก ส่วนเรื่องแปลตอนนี้ได้แต่เอาเรื่องเก่าๆที่เคยแปลไว้มาลง กะลังอยู่ช่วยตามล่าหาภาษาอาหรับที่เคยเรียนอยู่ ห่างจากเรียนไปนาน ไม่รู้มันมุดไปอยู่ตรงไหนแล้วเหอๆ

  4. ว้าวๆดีใจที่มาเยี่ยมเยือนคะพี่อิอิที่ว่าอ่านให้หมดนี่อ่านภาษาอาหรับแล้วแปลตามความเข้าใจเลยแบบสรุปใช่ปะคะเรื่องมันจะสั้นไปหน่อย จะกลายเป็นการย่อความเกินไป ตอนนี้ว่างๆก็อ่านหนังสือไปหลายเล่มอดคิดไม่ได้ว่าคนเขียนหนังสือสมัยนี้สงสัยต้องตกวิชาย่อความตอนประถมแหงๆเล่นบรรยายอะไรซะยืดยาวเลยฮ่าๆ ปล.ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาข้างบนแต่นึกขำขึ้นมาซะงั้นเหอๆ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s