กระทู้หาความเข้าใจ

มาตรฐาน
อยากให้พี่ๆน้องทุกท่านช่วย คิด คิดคิด ให้หัวแตกกันไปเรย  แตกประเด็นไปเยอะๆ

คำถามอยู่ที่ว่า ถ้าหากไม่เรียนไม่ทำงาน(แบบตามปกติที่ดำเนินกัน) เราจะมีชีวิตบนโลกที่ต้องใช้เงินได้อย่างไร (ย้ำคะย้ำต้องการหลายๆความคิด แบบว่าออกเป็นแนวอยากได้ความรู้ไม่ได้ต้องการแดกดันผู้ใดทั้งสิ้น) แน่นอนว่าอัลลอฮเป็นพระเจ้าที่เพียงพระองค์บอกว่า จงเป็นมันก็จะเป็น แต่ก็อย่างที่ว่า คิดว่าเราจะอยู่ได้ไหมเพราะอะไร ไม่ได้เพราะอะไร

ความคิดแต่ละท่านเปป็นเช่นไร ช่วยให้ความเห็นหน่อยๆ

30 responses »

  1. อยุ่ได้นะ ถ้าพ่อแม่รวย ไม่ต้องทำงานก้มีเงินใช้ไปทั้งชาติ แต่มันไม่เปนอย่างงั้นอะดิ ถึงต้องกะเสือกกะสนทำงานกันงกๆ เพื่อให้มีกินมีใช้ จะได้ไม่ต้องเที่ยวแบกหน้าไปขอยืมใคร ให้คนอื่นเค้าเดือดร้อนไม่ว่ายุคหรือสมัยใด คนเราก้ต้องทำงานกันทั้งนั้น เพื่อให้ได้สิ่งๆหนึ่งมา ไม่ว่าจะเปนเงินหรือสิ่งของ หรือปัจจัยเพื่อยังชีพของเราต่อไปแต่ว่าความพอเพียง ของแต่ละคน มันก้ไม่เท่ากันอีกนั้นแหละ ….ไม่รุ้ละ ใครคิดยังไงก้ว่ากันไป เด๋วเข้ามาอ่านใหม่นะค้า

  2. โจทย์ยากนะเนี่ย เพราะถ้าต้องใช้ชีวิตบนโลกที่ต้องใช้เงินด้วยแล้วจะกลับไปวิธีภูมิปัญญาชาวบ้าน ปลูกผักปลูกหญ้ากิน ก็ไม่ได้ซะด้วยใช้วิธีจดบัญชีกันได้มะ เงินลอยๆ ไม่มีตัวตน กลับไปแลกกระต่ายแลกแมวกันอะไรเยี่ยงนี้…

  3. อยู่ได้ไง ถ้าไม่เรียนไม่ทำงาน แค่คิดจะเริ่มทำแบบนี่ก้ผิดแล้ว ไม่ขวนขวายแล้วจะได้ริสกีได้ไง จริงที่ว่าอัลลอฮเพียงพอสำหรับเราแล้ว แต่ถ้างอมืองอเท้าอยู่กับบ้านเอาแต่ขอดุอา ทำอิบาดะอย่างเดียวก้ไม่ได้อะไรที่จะเปนสาเหตของการได้รับริสกี คำว่า "กุนฟะยะกูน" (จงเป็นมันก็จะเปน) เปนคำกล่าวที่อยุ่นอกเหนือจากเหตจากผล เปนคำกล่าวเมือพระองค์ต้องการก็จะประสงให้มันเกิดขึ้นโดยไม่ต้องมีสาเหต ซึ่งถ้าเริ่มนับคำนี้จากสมัยโน้นนนนน มันก็คือ มั้วยิซาต แต่ในยุคเราๆคำกล่าวนี่ก็ยังเปนจิงอยุ่ อัลลอฮตรัสว่า .."และพวกเจ้าจงแสวงหาสิ่งที่พระองคืจัดไว้ให้ในอาคิเราะ แต่ก็อย่าลืมส่วนแบ่งของเจ้าในดุนยา" ส่วนแบ่งในที่นี้ก็คือริสกี เงิน ลูกหลานตัวเปนๆ บ้านช่องบ้านรู เนื้อย่างสินทร เฉาก๋วยจันหวา น้ำลำใยมาลี รองเท้าเตะตราช้างเหยีบลูกโลก ยาหม่องตาลิงถือลูกท้อ พวกเนี่ยแหละ มันจะมาจากการขวนขวายหา ยิ่งถ้าไม่เรียนด้วยแล้ว ยิ่งผิดเข้าไปใหย่ ขี้เกียจพิมเล่าฮาดิสกับกุรอ่านที่บอกถึงความสำคันของการหาความรุ้ ที่เราก็รุ้ๆกันดีอยุ่แล้วว่ามันเปนเรืองที่ทิ้งไม่ได้ มุสลิมโง่(ที่มีความสามารถจะเรียนแต่ไม่เรียน)ไม่ได้เพิ่มเกียรติให้กับศาสนาเลย ฮาดิสบอกว่า มุอมินคือผุ่ที่เฉลียวฉลาด สุขุมรอบคอบ ซึ่งคนที่รับเอาที่สุดแห่งความรุ้จากฟากฟ้า ก็สมควรที่จะมีลักษณะอย่างที่ฮาดิสว่า มันเจ็บที่ได้ยินคนพูดถึงมุสลิม (ที่ไม่ยอมทำมาหากินไม่เรียนหนังสือทั้งๆที่สามารถจะทำได้) ว่า "นี่อะนะคนที่นับถือศาสนาที่อ้างว่าตัวเองได้รับความรุ้ที่ทันสมัยที่สุดและริสกีที่ไม่มีวันขาดสาย" !!ฮาเลลูย่า ++

  4. ความเห็นพี่นะมันมีสองคำถามที่คล้ายกันมากแต่ก็ต่างกันมาก ถ้าเข้าใจผิดก็จะตอบผิดได้ คือ1) ถ้าหากไม่เรียนไม่ทำงาน…แบบตามปกติที่ดำเนินกัน เราจะมีชีวิตบนโลกที่ต้องใช้เงินได้อย่างไร2) ถ้าหากไม่เรียนไม่ทำงาน… เราจะมีชีวิตบนโลกที่ต้องใช้เงินได้อย่างไรสังเกตได้ใช่มั้ยว่าสิ่งที่ต่างกันของสองประโยคนี้คือ เงื่อนไขที่ว่า"แบบตามปกติที่ดำเนินกัน"ซึ่งถ้ายึดการตีความตามตัวอักษรแล้ว ความหมายของสองคำถามนี้ต่างกันไกลเลยนะประโยคที่ 1 หมายถึง ที่จริงแล้ว เขาทำงาน เขาเรียน แต่…ไม่ได้ทำอย่างที่คนอื่นเขาทำโดยปกติส่วนประโยคที่2 หมายถึงเขาไม่ได้ทำงาน และไม่ได้เรียนเลย (ซึ่งพี่อยากจะบอกว่าถ้าพูดด้วยนิยามที่กว้างที่สุดของคำว่า "ทำงาน" และ "เรียน" แล้ว โลกนี้ก็แทบจะไม่มีคนชนิดที่2นี้อยู่เลย เพราะแค่การพิจารณาธรรมชาติ ใคร่ครวญสิ่งต่างๆก็นับเป็น "การเรียนรู้" อย่างหนึ่งของมนุษย์)เอาล่ะ สมมุติว่าคนประเภทที่2มีอยู่จริง ตามความเห็นพี่ ก็คือคนชนิดนี้ใช้ไม่ได้ และไม่สามารถจะมีชีวิตอยู่อย่างมีประโยชน์ต่อโลกหรือแม้แต่ต่อตัวเองได้ (รายละเอียดของเหตุผลก็คล้ายๆกับที่ความเห็นข้างล่างพูด)แต่คำถามของมาดาไม่ได้ถามเรื่องของคนประเภทนี้…ใช่มั้ยแต่มาดาถามด้วยประโยคที่1 ที่ว่า ถ้าหากไม่เรียนไม่ทำงาน…แบบตามปกติที่ดำเนินกัน เราจะมีชีวิตบนโลกที่ต้องใช้เงินได้อย่างไร?ความแตกต่างระหว่างสองประโยคนี้เป็นประเด็นนะ เพราะทุกวันนี้มีคนจำนวนไม่น้อยที่เลือกที่จะทำงาน หรือเรียน ในรูปแบบที่แตกต่างไปจากคนอื่นระบบการศึกษาอย่างโฮมสคูล โรงเรียนพุทธธรรม/คริสตธรรมทั้งหลาย หรือแม้แต่สันติอโศกของมหาจำลองพวกนี้คือการระบบการเรียนรู้อย่างหนึ่งซึ่งก็ต่างจากระบบโรงเรียนโดยทั่วไปแต่คนส่วนใหญ่ก็ยอมรับที่จะเรียกระบบการเรียนรู้เหล่านี้ว่า "การเรียน"พี่กำลังจะบอกว่าเราไม่น่าจะจำกัดคำว่า "การเรียนรู้" ไว้เฉพาะแต่สำหรับรูปแบบที่เขาปฏิบัติกันโดยทั่วไปแล้วพลอยเรียกคนที่ไม่ปฏิบัติตามรูปแบบตายตัวนั้นว่า "คนที่ไม่ยอมเรียนรู้"(มาดายังไม่ได้ทำอย่างนั้นนะ พี่แค่ยกตัวอย่างจากความคิด ซึ่งอาจผิดก็ได้)เรื่องการ "ทำงาน" ก็เหมือนกันเราหลายคนไปจำกัดคำว่า "ทำงาน" แต่ในรูปแบบที่คนส่วนใหญ่เขาทำแล้วพลอยเรียกคนที่ไม่ได้ทำตามแบบนั้นว่า "คนที่ไม่ยอมทำมาหากิน"ที่จริงแล้ว เดี๋ยวนี้มีอาชีพเยอะแยะเลยนะที่เราสามารถทำได้ทั้งที่อยู่กับบ้าน แต่คนส่วนมากไม่รู้ไง แบบว่าเห็นอยู่แต่กับบ้านก็นึกว่าไม่ทำงานทำการ แล้วยัดเยียดข้อหา"ไม่ยอมทำมาหากิน" ให้เลยพี่เคยอ่านงานวิจัยชิ้นนึง เค้าบอกว่าอาชีพในโลกนี้เท่าที่คนทำวิจัยเขาทำสำรวจนะ มีอยู่ประมาณสามพันกว่าอาชีพแต่มีสอนอยู่ในระบบการศึกษาปกติแค่ประมาณเก้าสิบกว่าอาชีพ (เค้าบอกตัวเลขแน่นอนแต่พี่จำไม่แม่น)อือม อันนี้แค่ชี้แจงเรื่องเกี่ยวกับคำถามตามที่พี่เข้าใจก่อนส่วนคำตอบที่มาดาถาม จะตอบในคอมเมนต์ข้างบนเน้ออินชาอัลลอฮฺ(หวังว่าจะไม่ตาลายไปซะก่อนล่ะ)

  5. มาตอบคำถามแล้วจ้ะ (แว้บไปซักผ้า ตากผ้า เก็บผ้า จัดผ้ามา อีกหน่อยว่าจะขายผ้าเอาหน้ารอดให้ครบเครื่องเรื่องผ้าๆไปซะเลย)เข้าเรื่องๆคุณมาดาถามว่า "ถ้าหากไม่เรียนไม่ทำงาน…แบบตามปกติที่ดำเนินกัน เราจะมีชีวิตบนโลกที่ต้องใช้เงินได้อย่างไร"เท่าที่พี่เข้าใจ คำว่า "ไม่เรียน ไม่ทำงาน แบบตามปกติที่ดำเนินกัน" ของมาดา มันจะค่อนไปทางประมาณว่าเรียนหรือทำงานที่ต่างจากแบบปกติ อันทำให้ผู้เรียน/ผู้ทำงานมีรายได้น้อยหรือแทบไมมีเลย (สังเกตจากประโยคที่ว่า "เราจะมีชีวิตอยู่บนโลกที่ต้องใช้เงินได้อย่างไร")..ใช่มั้ยจ้ะคือพี่จะบอกว่า ที่จริงแล้วคนที่ไม่เรียน/ไม่ทำงานอย่างที่ปกติเขาดำเนินกัน แต่รวยจนเงินจะหล่นทับเอามันก็มีบิลล์ เกตส์นั่นแหละ ตัวอย่างชัดสุด ของคนที่เรียนหนังสือไม่จบ แถมหยิบจับงานที่ใครหลายคนในสมัยนั้นมองอย่างเหยียดหยามว่าจะไปได้สักกี่น้ำ แต่สุดท้าย…ก็อย่างที่เรารู้กัน รวยบรรลัยที่ว่านี่ยกตัวอย่างเฉยๆ (เพื่อจะแสดงให้เห็นว่าแค่คำๆเดียว หรือประโยคๆเดียว คนเราสามารถเข้าใจไปได้ต่างๆกันมากแค่ไหน)กลับมาที่คำถามของมาดาซึ่งน่าจะหมายถึงคนที่เลือกจะเรียน/ทำงานในรูปแบบที่ต่างจากชาวบ้าน โดยไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องเงินทองเท่าไหร่ ซึ่งมาดาตั้งคำถามกับคนประเภทนี้ว่า "จะมีชีวิตอยู่บนโลกที่ต้องใฃ้เงินได้อย่างไร?" พอยน์ทที่พี่มูนีเราะฮฺยกมาว่า "ความพอเพียง ของแต่ละคน มันก็ไม่เท่ากันอีกนั้นแหละ "…คือประเด็นสำคัญของคำตอบก่อนจะตอบคำถามที่ว่า "จะมีชีวิตอยู่ได้หรือไม่"เราต้องตอบคำถามที่ว่า "จะมีชีวิตอยู่อย่างไร" เสียก่อนถ้าคนที่ทำอาชีพอะไรก๊อกๆแก๊กๆได้รายได้ไม่กี่สตางค์หวังจะมีชีวิตอยู่อย่างมิสเตอร์ทักษิณ(ในอดีต)มีบ้านหลังโต รถคันโก้ พบปะสังสรรค์และมีชีวิตอยู่กับสังคมชนชั้นไฮโซอีหรอบนี้…พี่ว่าควรจะบอกให้ใครไปตบหน้าแกเบาๆสักสอง-สามที แล้วบอกอย่างจริงใจว่า "ตื่นถอะ" แต่ถ้าคนที่เค้าทำอะไรเล็กๆน้อยๆพอให้ไม่ต้องขอใครกน เรียนรู้ด้วยชีวิตเอาจากสรรพสิ่งรอบตัวเพราะเขาหวังแค่จะมีชีวิตอยู่อย่างเรียบง่ายในสภาพแวดล้อมที่เงินไม่ใช่สิ่งสำคัญอันดับแรกของชีวิตอย่างนี้…พี่ขอตอบคำถามของมาดาว่า "ทำได้-มีชีวิตอยู่ได้" จ้ะเคยได้ยินกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า "อามิช" (Amish) ไหมจ๊ะพวกเค้าเป็นชุมชนชาวคริสต์ที่อาศัยอยู่ในหลายๆรัฐของอเมริกาพวกอามิชจะทำทุกอย่างในชุมชนของเขาด้วยตัวพวกเขาเอง ไม่พึ่งพารัฐบาลกลางระบบการศึกษา ระบบสาธารณสุข รวมถึงการทำมาหาเลี้ยงชีพต่างๆจะอยู่เฉพาะแต่ในชุมชนของเขาและพวกเขาเป็นพวกปฏิเสธเทคโนโลยีตัวฉกาจ ไม่ใช้ไฟฟ้า ไม่ใช้น้ำประปา ไม่ใช้แม่กระทั่งรถยนต์เวลาเค้าจะไปไหน เค้าจะเดินเท้า หรือไม่ก็นั่งรถมา ขับเกวียนไปเค้าเป็นชุมชนขนาดใหญ่(รวมแล้วก็เป็นแสนคน)ที่มีชีวิตอยู่จริงๆในยุคนี้และในประเทศที่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นทุนนิยมสุดขั้วที่สุดของโลกแน่นอนว่าพี่ไม่ได้เห็นด้วยกับวิถีทั้งหมดของพวกอามิชนี่ เพียงแต่ต้องการยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมมาประกอบคำตอบที่ว่า "เราสามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องเงิน บนโลกที่ต้องใช้เงิน"มันขึ้นอยู่กับว่าเราจะมีชีวิตอยู่อย่างไรต่างหาก

  6. จะขอตอบเลยจากคำถามของมาดาไปหน่อยสรุปจากคำตอบของตัวเองในคอมเมนท์ข้างล่างแล้ว พี่เห็นว่าโดยปัจเจกแล้วเราสามารถมีชีวิตอยู่ได้ อินชาอัลลอฮฺแต่ทีนี้ในฐานะมุสลิม ในฐานะคอยร่ออุมมะฮฺ เราก็จำเป็นต้องคิดอะไรที่มันเกินไปจากเรื่องที่เป็นปัจเจกส่วนตัวของเราคำถามที่พี่ว่าจะตอบยากกว่าคำถามที่มาดาต้องการคำตอบก็คือ ถ้าในสังคมขิงเรามีแต่คนที่มีชีวิตอยู่อย่างเรียบๆง่ายๆ ไม่อนาทรร้อนใจเรื่องการหารายได้เป็นกอบเป็นกำมากนักแล้วสังคมจะพัฒนาไปอย่างไร ใครจะทำหน้าที่จ่ายซะกาต (พี่ได้ยินคำถามนี้บ่อยมากเลยในระยะหลัง)ตามความคิดของพี่(ซึ่งอาจผิดก็ได้) พี่คิดว่า ไอ้คำถามที่ขึ้นต้นด้วย "ถ้า…" คำถามนี้จะยังคงขึ้นต้นด้วย "ถ้า…"เสมอไปหมายถึงมันจะไม่มีวันเป็นจริงได้เหมือนๆกับปัญหาที่เราหลายคนชอบถามกันว่า "ถ้าคนเลือกเรียนสามัญกันหมด ใครจะเรียนศาสนา""ถ้าคนเลือกเรียนศาสนากันหมด ใครจะเรียนสามัญ""ถ้าคนออกจากระบบมหาวิทยาลัยกันหมด ใครจะพัฒนาสังคม"บลา บลา บลาก็เหมือนกัน-พี่คิดว่ามันจะเป็น "ถ้า…" เสมอไป เพราะมันจะไม่เกิดขึ้นจ้า อินชาอัลลอฮฺอัลลอฮฺสร้างมนุษย์มาให้มีความแตกต่างกัน ทั้งรูปลักษณ์ภายนอกและนิสัยใจคอภายใน ความต้องการ ความถนัด ความทุ่มเทในแต่ละเรื่องของแต่ละคนก็แตกต่างกันด้วย(ซึ่งความแตกต่างนี้ที่สุดแล้วคือความงดงามที่สุดที่ทำให้สังคมของเราดำรงอยู่ได้)ฉะนั้นไอ้ชุดความคิดชนิดที่ว่า…ถ้าคนเราหันมามักน้อยเหมือนกันหมด หรือหันไปทุ่มเทกับการหารายได้เหมือนกันหมดสังคมเราจะอยู่อย่างไร?…พี่ว่ามันเป็นชุดความคิดที่กังวลไปก่อนล่วงหน้าและละเลยลักษณะสำคัญที่อัลลอฮฺสร้างมนุษย์มาอย่างที่บอกไปความหลากหลายของบรรดาซอฮาบะฮฺคือตัวอย่างที่งดงามที่สุดในกรณีนี้ทั้งที่ยุคสมัยของพวกท่านคือยุคสมัยที่ผู้คนส่วนใหญ่มีพื้นฐานจิตใจใกล้เคียงกันมากกว่ายุคสมัยเราไม่รู้กี่เท่าเพราะได้รับการตัรบียะฮฺโดยตรงจากท่านนบีศอลลอลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมแต่พวกท่านก็มีการประกอบอาชีพที่สอดคล้องกับความถนัด รวมไปถึงความทุ่มเทในการประกอบอาชีพต่างๆกันในหมู่พวกท่านมีทั้งคนร่ำรวย และยากจน(แม้โดยภาพรวมวิถีชีวิตของท่านจะไม่ได้ต่างกัน ไม่ว่าจะรวยหรือจนพวกท่านใชเชีวิตในระดับมักน้อยใกล้ๆกัน – ตามข้อมูลที่พี่รู้ อาจมีข้อมูลชุดอื่น ซึ่งถ้ามีใครรู้ก็ช่วยบอกกล่าวด้วย)ในหมู่พวกท่านมีทั้งท่านอับดุรเราะฮฺมานบินเอาฟ์ที่เป็นเจ้าของคาราวานสินค้าที่ใหญ่จนผู้คนสามารถได้ยินเสียงฝีเท้าของพาหนะในคาราวานเมื่อเดินทางเข้าเมืองและในหมู่พวกท่านก็มีอบูฮุรอยเราะฮฺที่จดจ่ออยู่กับการติดตามท่านนบีจนไม่ได้ประกอบกิจการอะไรเลยอิสลามมีพื้นที่ให้คนทุกคนไม่ว่าร่ำรวยหรือยากจน มีความถนัดทางการศึกษาหรือการค้าขายนี่คือความงดงามของอิสลามและของสังคมมุสลิมประเด็นก็คือไม่ว่าจะรวยหรือจน มีรรายได้มากหรือน้อยสักเพียงใดทุกความรวยและความจน ทุกความถนัด และคุณสมบัติใดใดของมุสลิมยุคต้นแบบ…พวกเขาล้วนใช้มันไปเพื่อรับใช้ดีนุลลอฮฺทั้งสิ้นนั่นคือแก่นแกนของสังคมมุสลิมในอุดมคติของเราวัลลอฮุอะอฺลัม

  7. อืมไม่ได้เข้ามาหลายวันตกใจคอมเม้นเล็กน้อย ญะซากิลลาสำหรับความคิดเห็นพี่สุมัยยะห์นะคะ แล้วก็อีกทั้งท่านประธานแล้วพี่สาวข้างบ้าน เปิดมุมมองได้อีกหลายด้าน ก็เข้าใจแล้วก็รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างเล็กน้อยบางประโยค แบบว่าซะกอฟะคนเราไม่ค่อยเท่ากัน555 ย้ำคะย้ำอีกที กะทูหาความเข้าใจเน้ออ อยู่จุดเดียวกันแต่มุมมองอาจต่างกันก็ได้เนอะๆ

  8. อืมม พี่กลับมาอ่านเอง ก็รู้สึกว่าบางประโยคมันเข้าใจยากไปจริงๆแฮะเลยแวะมาสรุปอีกที คำถาม(ของมาดา) : ถ้าหากไม่เรียนไม่ทำงาน(แบบตามปกติที่ดำเนินกัน) เราจะมีชีวิตบนโลกที่ต้องใช้เงินได้หรือไม่? อย่างไร?คำตอบ(ของพี่) : ได้ ถ้ามีชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย และก็มีตัวอย่างที่ทำได้จริงและมีชีวิตอยู่จริงๆด้วย(นอกจากพวกอามิชที่พี่เล่าไปแล้ว ในไทยเองพี่ก็เคยเจอนะ แตเล่าแล้วเรื่องยาว เดี๋ยวพี่ทำงงอีก ฉะนั้นจบเท่านี้ละกันเน้อ) ปล. อย่าตกใจกับความยาวเฟื้อยของคำตอบ ก็มาดาอยากขุดหลุมตั้งประเด็นล่อใจให้เราเข้ามาตอบแล้วเรามันก็ประเภทถ้ามีประเด็นไหนที่ตกหลุมคิดใคร่ครวญไปแล้ว ก็จะไม่ยอมขึ้นมาจากหลุมนั้นจนกว่าจะคิดเสร็จซะด้วย(พักหลังเลยไม่ค่อยยอมตกหลุมง่ายๆ หลุมของมาดาเป็นหลุมแรกๆในรอบหลายๆสัปดาห์ที่พี่ตกไป ดีใจด้วย)แต่ถ้ามีอะไรผิดพลาดก็สามารถบอกได้ ดุได้นะจ๊ะ ไม่ต้องเกรงใจ

  9. วู้ว สลามๆ มาดา และ ผู้ตอบคอมเม้นทั้งหลายขออภัย ที่แยกตอบเปนสองเม้นนะ เพราะว่า ชื่นชอบบล๊อกแบบนี้มาก เป็นการขับให้เกิดการใช้ความคิด แลกเปลี่ยนกัน สามารถทำให้เกิดกระบวนความรู้ได้ ซึ่งเหมือนบังคับให้เรา(คนตอบ) ต้องฝืนนิสัยคนไทยที่ติดตัวมาตั้งกะเด็กๆ คือ รู้หรือไม่รู้ หนูก็ไม่พูด ไม่เสนอ ไม่เจ็บตัวเอาล่ะ นี่ก็เปนความชอบส่วนตัวเฉยๆ ส่วนประเด้นที่มาดาตั้งมาจะตอบในเม้นถัดไป สนใจทั้งคำถามของมาดา และ ประเด็นบางประเด็นในที่ถูกเขียนใน เม้นอื่นๆ ^^ ขออนุญาตแสดงความคิดเหน…….โปรดชี้แนะด้วย

  10. ว่าจะมาให้พี่สุมัยยยะห์สรุปอยู่เชียว อืมคะ อ่ะน่ะหนูไปขุดหลุมตอนไหนหว่าสาว่าไม่มีจอบเสียมแต่ประการใดอิอิ อืมความจริงก็อยากรู้วิธีการทำงานของคนที่ทำงานในอีกแนวด้วยอ่าน่ะ ว่าเค้ายังไงกันบ้าง เพราะเอาจริงๆก็ไม่เคยเห็นหรือรู้ในแบบนั้นซักเท่าไหร่ ยังไงใครมีประสบการณ์หรือเคยรับรู้ก็มาแชร์ๆกันบ้าง นะจ๊ะ อืมหนูรับสลามพี่ชารด้วยคะ แล้วจะรออ่านคอนเม้นเน้ออ

  11. ฮุๆท่านพี่ เอาให้อยากรู้อีกแหนะ แบบว่าไม่อยากเดาอ่ะน่ะ

  12. ขุดหลุมฝังตัวเอง……ซึ่งข้าพเจ้ากะลังขุดอยู่……….สลามโลด……มาอย่างไร้สาระ…แล้วก็ไปอย่างไร้สาระ…….

  13. ได้น่ะ…..ก็ใช้ชีวิตไปแบบคนบ้าๆที่เค้านอนข้างถนนไม่เอาสาระ…..กับชีวิต……เราสามารถเรียนแบบไม่ใช้เงินได้มะเราสามารถทำงานโดยนิยามของมันไม่ได้ทำงานเพื่อหาเงินได้มะผมว่าได้อ่ะ…..ถึงมันจะเปนเรื่องยาก…….ลองคิดๆกันดู……..พอจะฝังตัวเองได้รึยัง……..เหอๆ

  14. ถ้าสังคม…หมกมุ่นอยู่กับเรื่องช่วยเหลือเกื้อกูลกันไม่คิดอยู่กับเรื่องผลประโยชน์ล่ะ…..แต่ก็ล่ะผูกกันซะแน่นขนาดนั้น….ไม่มีเงิน…คิดไรไม่ออก….ก็เครียดได้ละ…..ใกล้จะกลบหน้าได้ละ…..เหอๆ

  15. ต้องวกกลับเรื่องศาสนารึเปล่า ว่าได้แล้วศาสนาว่าอย่างไง เราต้องทำมา หาริสกี ถึงจะถูกจิงป่ะ

  16. เคยเจอสุภาษิตไม่จีนก็อังกิดเค้าว่า ถ้ารู้ตัวว่าอยู่ในหลุม ก็ให้เลิกขุดซะ (ซึ่งไม่รู้เกี่ยวตรงไหนแค่เอามาฝากนะอิอิ)อาจจะประมาณเด๊วยิ่งลึดแล้วขึ้นไม่ได้อะเปล่า555ขำๆอย่างไปซีๆ

  17. ก็ถูกนะแต่ว่าเดี้ยวนี้มันใช้เงินเป็นตัวแปร ใช่ปะ อืมต่อไปๆ

  18. เข้าท่าๆ ดูท่าจะมีคนเข้าใจหลุมของกระผมแล้ว ตบมือให้หน่อยๆ แป๊กๆๆๆๆที่จริงแล้ว ข้อความที่บอกว่าถ้าร้ว่าตัวเองอยุ่ในหลุมให้เลิกขุดนี่ เปน กฎของเมอร์ฟี่ (Murphy\’s laws). คับ เมอฟี่ เปนวิศวกรวิจัยในโคงการวิทยาสาสของถานทัพอากาสในแคลิฟอเนียอ่ะนะ ข้อความเต็มๆของกฤข้อนี่คือFirst Law of Holes: The first step in getting out of the hole your dug for yourself is to stop digging. แต่สมัยนี่จะเอามาพุดสั้นๆว่า When you are in a hole, stop diggingความหมายก็้เหมือนกับที่ เจ้าของกระทุ้เค้ายกมาอ่ะแหละ (แต่ไม่ใช่ของจีนฟึ้ยยย) เสรจดูดิ สนุกๆทั้งนั้นอ่ะกฎเค้าที่เอามาเขียนเพราะอยากจะสื่อว่าในนี้มีคนกะลังขุดหลุดแบบนี้อยุ่ ทั้งที่รุ้ว่าตัวเองอยุ่ในหลุมก้ยังไม่ยอมเลิกขุด แล้วก้ยังชวนคนอื่นลงมาขุดด้วยอีก 55 เรื่อง “หลุมๆ”

  19. ลองจินตนาการภาพที่คนไม่มีเงินสิ……ถึงจะผูกกับเรื่องศาสนา….มันก็สามรถเปนไปได้เหมือนกันหากเราเอาภาพเงินออกไป….เราก็สามารถทำงานได้….หาความรู้ได้เช่นกัน…..คิดได้เหมือนกันรึป่าวแล้วบวกความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน…..เราก็จะสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้….ตามหลักของศาสนาเช่นกันแล้วขอเดาไปอีกว่า…..ซะกาตอ่ะ…ก็ไม่ได้มีเฉพาะเงินซักหน่อยถูกมั้ยครับ….ผมก็มามั่วๆ….แบบไร้ความรู้เดาเปนอย่างเดียว…..โปรดชี้แนะเรื่องหลุม……เดาอีกว่า…..คงจะไม่ใช่ขุดหลุมแล้วตั้งใจฝังตัวเองคงจะเปนการขุดหลุมหาอะไรซํกอย่าง……เพลินๆแล้วเห้ยลึกไปหน่อย….รอคนช่วยฉุดขึ้นไปอยู่

  20. 555ขอบคุณท่านพี่นิสที่เข้ามาช่วยแก้พอดีช่วงนั้นดูหนังเยอะไปหน่อยเลยอาจมั่วๆกันได้ อืมถ้าพี่มูรู้สึกว่าขุดเยอะไปก็เอาดินที่ขุดมากองๆไว้ที่เท้าแล้วก็เหยียบขึ้นมาโล้ด55(และแล้วก็วนเวียนกันอยู่แถวกุโบร55เรื่องหลุมๆ)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s